Apple เปิดตัว iPhone 12 Pro และ Pro Max รองรับ 5G พร้อมดีไซน์ใหม่ จอใหญ่ขึ้น เพิ่ม LiDAR ที่รอคอย

Apple เปิดตัว iPhone 12 Pro และ Pro Max รองรับ 5G พร้อมดีไซน์ใหม่ จอใหญ่ขึ้น เพิ่ม LiDAR ที่รอคอย

 

เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้หลายคนได้หายคิดถึงกันไปแล้ว สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล iPhone 12  series อย่างเจ้า iPhone 12 Pro และ Pro Max และแน่นอนว่ามีหรือที่เราจะไม่สรุปข้อมูลเด่นของมันให้คุณได้งานกัน

เริ่มกันที่ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max  รุ่นใหม่ที่นอกจากหน้าจอที่มีขนาดความกว้างที่ต่างกัน สเปกที่เหลือของทั้ง 2 รุ่นพูดได้ว่าเหมือนกันทั้งหมด

untitled-3iPhone 12 series อย่างเจ้า iPhone 12 Pro และ Pro Max

A14 Bionic ที่แรงแซงหน้าชิพในบรรดาสมาร์ทโฟนอื่นๆ ไปไกลหลายขุม ระบบกล้องระดับโปรที่ยกระดับการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยไปอีกขั้น และยิ่งเหนือชั้นขึ้นไปอีกบน iPhone 12 Pro Max รวมทั้ง Ceramic Shield ที่ทนต่อการตกกระแทกได้ดีขึ้น 4 เท่า

สเปก iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max

รายละเอียดสเปกของ iPhone 12 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง 146.7 x 71.5 x 7.4มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 189 กรัม
  • หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว ใช้หน้าจอ Super Retina XDR (OLED)
  • ความละเอียดหน้าจอ : 1170 x 2532 อัตราส่วน 19.5:9 รองรับการแสดงผล HDR10+ Dolby Vision True-Tone และ Wide Color Gamut
  • กระจกหน้าจอ : Ceramic Shield
  • มาตรฐานการกันน้ำ IP68  กันน้ำได้ลึกสุด 6 เมตร
  • ชิปเซ็ต : Apple A14 Bionic | GPU : เป็นของ Apple เองเป็นแบบ 4 Core
  • RAM: ไม่ได้ระบุ
  • ความจำในตัว :128 / 256 /512GB
  • เพิ่มความจำผ่าน iCloud Storage
  • ระบบปฏิบัติการ : iOS 14
  • การเชื่อมต่อ WiFi 6 (AX), GPS, 5G, Bluetooth 5.0 NFC และรองรับ Lightning Port
  • รองรับ eSIM และ Nano SIM
  • ระบบเสียง
  • ลำโพง Stereo ทั้งด้านบนและล่าง รองรับ Dolby ATMOS
  • กล้องมีหลังประกอบด้วย 3 ตัวด้วยกันประกอบด้วย
  • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง F1.6 มาพร้อมกับ LED Flash รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 24/30/60 FPS, Full HD 30/60/120/240, Timelaspe ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • กล้องมุมกว้าง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง F2.4 มุมมอง120 องศา
  • กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2 เท่าแบบ Optical
  • LiDAR Sensor
  • กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ ไม่ได้ระบุความจุ แต่รองรับกำลังชาร์จไฟ (18W) รองรับทั้ง ชาร์จไร้สาย (15W)
  • ระบบความปลอดภัย สแกนหน้าแบบ Face ID
  • สี : Silver, Graphite (จะออกสีทอง), Gold, Pacific Blue

รายละเอียดสเปกของ iPhone 12 Pro Max

  • ขนาดตัวเครื่อง 160.8 x 78.1 x 7.4 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 228 กรัม
  • หน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว ใช้หน้าจอ Super Retina XDR (OLED)
  • ความละเอียดหน้าจอ : 1284 x 2778 อัตราส่วน 19.5:9 รองรับการแสดงผล HDR10+ Dolby Vision True-Tone และ Wide Color Gamut
  • กระจกหน้าจอ : Ceramic Shield
  • มาตรฐานการกันน้ำ IP68  กันน้ำได้ลึกสุด 6 เมตร
  • ชิปเซ็ต : Apple A14 Bionic | GPU : เป็นของ Apple เองเป็นแบบ 4 Core
  • RAM: ไม่ได้ระบุ
  • ความจำในตัว :128 / 256 /512GB
  • เพิ่มความจำผ่าน iCloud Storage
  • ระบบปฏิบัติการ : iOS 14
  • การเชื่อมต่อ WiFi 6 (AX), GPS, 5G, Bluetooth 5.0 NFC และรองรับ Lightning Port
  • รองรับ eSIM และ Nano SIM
  • ระบบเสียง
  • ลำโพง Stereo ทั้งด้านบนและล่าง รองรับ Dolby ATMOS
  • กล้องมีหลังประกอบด้วย 3 ตัวด้วยกันประกอบด้วย
  • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง F1.6 มาพร้อมกับ LED Flash รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 24/30/60 FPS, Full HD 30/60/120/240, Timelaspe ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • กล้องมุมกว้าง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง F2.4 มุมมอง120 องศา
  • กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2.5 เท่าแบบ Optical PDAF พร้อมกับระบบ Sensor Shift
  • LiDAR Sensor
  • กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ ไม่ได้ระบุความจุ แต่รองรับกำลังชาร์จไฟ (18W) รองรับทั้ง ชาร์จไร้สาย (15W)
  • ระบบความปลอดภัย สแกนหน้าแบบ Face ID
  • สี : Silver, Graphite (จะออกสีทอง), Gold, Pacific Blue

มาดูกันว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ทำอะไรได้บ้าง อย่างแรงคงเป็นเรื่องของขอบที่บางลงและหน้าจอที่กว้างขึ้น

iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับจอภาพ Super Retina XDR ขนาด 6.7″ ส่วน iPhone 12 Pro มาพร้อมจอภาพ Super Retina XDR ขนาด 6.1″

iphone-12-pro-max1

เปรียบเทียบขนาดกับ iPhone 11 Pro

สำหรับรุ่นใหม่เป็นกระจกที่มีชื่อว่า Ceramic Shield แข็งแกร่งกว่ากระจกไหนๆ บนสมาร์ทโฟน กระจกยังต้องชิดซ้าย

นอกจาก Ceramic Shield แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เสริมความทนทานของตัวเครื่องด้านหน้ายิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็คือจอภาพที่เรียบเสมอกันกับขอบของโทรศัพท์ซึ่งช่วยเพิ่มการป้องกันในอีกระดับ และจากทั้งหมดนี้ เราจึงได้ iPhone ที่ทนต่อการตกกระแทกได้ดีขึ้น 4 เท่า นับเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้าได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone

iphone-12-pro-max3

ถึงจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีเสมอไป ดังนั้นเราจึงใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนไอออนคู่แบบเดียวกับที่ใช้บนกระจกด้านหลัง เพื่อป้องกันจอภาพจากรอยเล็กๆ รอยขีดข่วน และร่องรอยจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ตัวเครื่องทำจากสแตนเลสสตีลเกรดเดียวกับที่ใช้ทำเครื่องมือศัลยกรรม

iphone-12-pro-max4

 เรื่องทนน้ำ ลอยลำมาเลย ความสามารถในการทนน้ำที่ระดับ IP68 ชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม

สำหรับในประเทศไทย iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ยังไม่มีการประกาศราคาและวันวางจำหน่ายในไทย แต่คาดว่า น่าจะไม่ต่างจากตอน iPhone 11 Pro เปิดตัวเท่าใดนัก ซึ่งทีมงานจะอัปเดตให้ทราบกันต่อไป

4 สีสวยสะกด แปซิฟิกบลู, ทอง, เงิน และกราไฟต์

iphone-12-pro-max6

 

Advertisement

อย่างที่บอกมันคือที่สุดเพราะรุ่นนี้มาพร้อมกับ A14 Bionic เป็นชิพ 5 นาโนเมตรตัวแรกในอุตสาหกรรม

 ซึ่งมาพร้อมส่วนประกอบสุดล้ำที่มีความกว้างแค่เพียงระดับอะตอมเท่านั้น รวมถึงมีทรานซิสเตอร์มากขึ้น 40% ที่ช่วยเพิ่มความเร็วในขณะที่ประหยัดพลังงานได้มากขึ้นเพื่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน พร้อมด้วย ISP ใหม่ที่เป็นขุมพลังสำหรับการบันทึกวิดีโอแบบ Dolby Vision ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่กล้องภาพยนตร์ระดับโปรยังทำไม่ได้ และแน่นอนว่าไม่มีโทรศัพท์ไหนที่ทำได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้มีผลอะไรกับคุณบ้าง บอกเลยว่านับไม่ถ้วน ทั้งประสิทธิภาพที่แรงขึ้นทั่วทั้งระบบและ HDR อัจฉริยะ 3 ที่ช่วยให้ภาพถ่ายสมจริงยิ่งขึ้น รวมถึงการลดนอยซ์แบบอ้างอิงการเคลื่อนไหวของภาพอันล้ำสมัยบนโปรเซสเซอร์รับสัญญาณภาพใหม่

ซึ่งช่วยเพิ่มรายละเอียดในวิดีโอคุณภาพสูง หรือแม้แต่การเข้ารหัสแบบ Dolby Vision ไปพร้อมๆ กัน ขณะที่คุณถ่าย แทนที่จะทำบนคอมพิวเตอร์ ระดับโปรในสตูดิโอตัดต่อ เชื่อสิว่ายากที่จะมีอะไรเหมือนชิพ A14 Bionic แล้วเราก็อยากรู้แล้วว่าคุณจะทำอะไรๆ น่าทึ่งด้วยชิพนี้ได้บ้าง

untitled-15

 จัดเต็มด้วยเทคโนโลยี LiDAR ครั้งแรกกับการสแกนพื้นผิว

เทคโนโลยี LiDAR มีความโดดเด่นถึงขนาดที่ NASA ได้เลือกนำไปใช้ในการลงจอดบนดาวอังคารครั้งต่อไป ส่วนบน iPhone 12 Pro นั้น สแกนเนอร์ LiDAR จะวัดระยะเวลาที่แสงใช้ในการสะท้อนกลับมาจากวัตถุ จึงสามารถสร้างแผนผังแนวลึกของพื้นที่ที่คุณอยู่ได้ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม และด้วยความแม่นยำและรวดเร็วสุดๆ

ทำให้แอพ AR ในทุกวันนี้สามารถเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นป่าดงดิบที่สมจริง หรือแสดงให้ดูได้ว่ารองเท้าผ้าใบคู่ใหม่จะเข้ากันกับคุณมั้ย

untitled-9

กล้องระดับโปรพร้อมแก้ไขโหมดกลางคืนให้ดีขึ้น

untitled-10

โหมดกลางคืนสามารถใช้ได้แล้วกับทั้งกล้องไวด์และอัลตร้าไวด์ และบันทึกภาพในสภาวะแสงน้อยได้สวยงามน่าทึ่งกว่าครั้งไหนๆ อีกทั้งยังมี LiDAR ที่ช่วยให้การถ่ายภาพบุคคลในโหมดกลางคืนเป็นจริงได้ และด้วยกล้องไวด์ที่รับแสงได้มากขึ้นถึง 27% จึงถ่ายทอดรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น และโฟกัสได้คมขึ้นไม่ว่าในช่วงกลางวันหรือกลางคืน

  • กล้องไวด์พร้อมรูรับแสงขนาด ƒ/1.6 สามารถรับแสงได้มากขึ้น 27%
  • เลนส์ไวด์ใหม่ พร้อมชิ้นเลนส์ 7 ชิ้น เพื่อความคมชัดแบบขอบจรดขอบ
  • ระบบ OIS ใหม่ ปรับแก้ตำแหน่งได้ถึง 5,000 ครั้งต่อวินาที
  • LiDAR ช่วยให้การออโต้โฟกัสเร็วขึ้นสูงสุด 6 เท่าในสภาวะแสงน้อย

iPhone 12 Pro Max กล้องเต็มๆ แม็กซ์

untitled-11

iPhone ที่ใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับระบบกล้องระดับโปรที่ทำงานได้อย่างเต็มแม็กซ์ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้นถึง 47% พร้อมด้วยพิกเซลที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้กล้องไวด์สามารถรับแสงได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีระบบ OIS ใหม่ที่ช่วยป้องกันการสั่นไหวที่เซ็นเซอร์ แทนที่จะเป็นเลนส์ เพื่อให้ภาพของคุณดูนิ่ง แม้ในจังหวะที่คุณนิ่งไม่อยู่ นอกจากนี้ยังมีกล้องเทเลโฟโต้ 65 มม. ใหม่ ที่ให้คุณซูมเพื่อถ่ายภาพบุคคลได้ใกล้ยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

  • ถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้ดีขึ้น 87%
  • ช่วงซูมแบบออปติคอล 5 เท่า
  • พิกเซลขนาด 1.7 µm ที่ใหญ่ขึ้น
  • ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอลใหม่ที่ใช้การปรับตำแหน่งเซ็นเซอร์

กล้องใหม่ ระบบ OIS ก็ใหม่ วันนี้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล (OIS) บน iPhone 12 Pro สามารถปรับแก้ตำแหน่งของกล้องไวด์ได้ถึง 5,000 ครั้งต่อวินาที หรือเร็วกว่า iPhone 11 Pro ถึง 5 เท่า และระบบนี้ก็ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมเพื่อให้คุณได้ภาพที่คมชัดและวิดีโอที่ไม่สั่นไหวในทุกครั้งที่คุณถ่าย แต่การจะทำให้กล้องไวด์ของ iPhone 12 Pro Max นิ่งนั้น เราต้องคิดค้นระบบที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง

เทคโนโลยีระดับ DSLR ในตัวเครื่องระดับ iPhone ก่อนหน้านี้ ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ใช้การปรับตำแหน่งเซ็นเซอร์นั้นมีเฉพาะในกล้อง DSLR และนี่คือครั้งแรกที่มีการปรับระบบนี้มาให้เหมาะกับ iPhone ทีนี้ไม่ว่าคุณจะถ่ายวิดีโอลูกๆ ขณะที่วิ่งไล่จับกันอยู่ในสวน หรือยื่น iPhone ออกไปนอกหน้าต่างรถที่ขับอยู่บนถนนที่ขรุขระ คุณก็จะได้ภาพที่นิ่งยิ่งกว่าที่เคย

ตัวอย่างภาพถ่ายบุคคลที่พร้อมเปล่งประกายทุกค่ำคืน

ภาพถ่ายบุคคลในโหมดกลางคืนที่ถ่ายด้วยกล้องไวด์จะมีสีสันที่สดใส พร้อมด้วยโบเก้อันสวยงาม ซึ่งช่วยเสริมความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีไฟส่อง แสงไฟบนท้องถนน หรือแสงอะไรก็ตามในฉากหลัง

untitled-12

แม้จะมีแสงไฟจากจุดเล็กๆ เพียงจุดเดียว แต่ LiDAR และชิพ A14 Bionic ของเราก็สามารถรังสรรค์ลวดลายและรายละเอียดทั้งหมดในฉากหน้าได้อย่างครบถ้วน พร้อมสีสันที่สวยสมจริงทั่วทั้งห้อง

Deep Fusion จะเริ่มทำงานเมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่างน้อยถึงปานกลาง โดย Neural Engine จะวิเคราะห์ภาพจากหลายค่าแสงทีละพิกเซล เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดในแว่นขยาย นางแบบ และผนังออกมาอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

1602651735920

การเรียนรู้ของระบบบน iPhone 12 Pro นั้นสามารถแยกตัวแบบออกจากฉากหลังได้ดียิ่งขึ้น และยังมีตัวควบคุมในด้านการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ให้คุณปรับความเบลอของฉากหลังและแสงบนใบหน้าได้อีกด้วย

เก็บรายละเอียดมากขึ้นในพริบตาด้วย AI

HDR อัจฉริยะ 3 จะปรับไฮไลท์ เงา และแสงคอนทัวร์ให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติถึงแม้ว่าจะเป็นตอนกลางวัน แต่คุณก็ยังเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของนางแบบและเฉดสีของเงาที่จะเข้มขึ้นไปเรื่อยๆ ไปจนถึงสีดำสนิท

ช่วงซูมแบบออปติคอล 2.5 เท่า ของกล้องเทเลโฟโต้ 65 มม. ให้คุณมองเห็นทุกรายละเอียดแบบใกล้ๆ โดยไม่ต้องไปอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง

พิกเซลขนาดใหญ่ขึ้น บนกล้องไวด์ทำให้คุณมองเห็นลวดลายที่ซับซ้อน พื้นผิวที่มีความละเอียดลออ และรายละเอียดอันน่าทึ่งทั่วทั้งภาพ แม้ว่าคุณจะถ่ายด้วยแสงที่มีอยู่ในขณะนั้นก็ตาม

สีสัน สวยสมจริงในเกือบทุกสภาพแสงจนคุณจะต้องทึ่ง อย่างชุดสีแดงโปร่งแสงของนางแบบ และสีสันสดๆ หลายเฉดของนีออนของร้านอาหารด้านหลัง

มาดูภาพรวมของแต่ละกล้องกันแบบเร็วๆ

 untitled-13
untitled-14
untitled-15_1

Apple ProRAW พลังสร้างสรรค์ขั้นสุดสำหรับคนบ้าพลัง

ProRAW มีข้อมูล RAW แบบมาตรฐานครบถ้วน พร้อมด้วยข้อมูลสำหรับกระบวนการจัดการภาพของ Apple คุณจึงปรับแต่งภาพได้ง่ายขึ้น เพราะมีการลดนอยซ์และการปรับค่าแสงแบบหลายเฟรมมาให้เรียบร้อย แค่นี้คุณก็มีเวลาในการปรับแต่งสีสันและไวท์บาลานซ์มากขึ้นแล้ว

16026517803551

กล้องตัวแรกที่บันทึกวิดีโอแบบ Dolby Vision

iPhone 12 Pro ก้าวกระโดดจากการบันทึกแบบ HDR ระดับ 8 บิต มาเป็น 10 บิต จึงสามารถถ่ายวิดีโอได้สมจริงยิ่งขึ้นด้วยสีสันที่มากถึง 700 ล้านสี และที่ดียิ่งกว่านั้น คือสามารถบันทึกในแบบ Dolby Vision ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันในสตูดิโอภาพยนตร์ หรือคุณจะตัดต่อวิดีโอ Dolby Vision และใช้ AirPlay เพื่อดูความแตกต่างในทุกรายละเอียดบนหน้าจอขนาดใหญ่ก็ทำได้เช่นกัน

การบันทึก Dolby Vision ในแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันการปรับโทนสีในรูปแบบ Dolby Vision นั้นจะทำกับภาพยนตร์ทั้งเรื่องในช่วงโพสต์โปรดักชั่น ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลา และต้องทำบนคอมพิวเตอร์ระดับโปรในสตูดิโอตัดต่อ แต่วันนี้เวิร์กโฟลว์ที่ใหญ่ขนาดนี้ก็ยังมาอยู่ในกระเป๋าคุณได้ เป็นเพราะเราได้คิดค้นวิธีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการปรับแต่งแต่ละเฟรมให้อยู่ในรูปแบบ Dolby Vision ไปพร้อมๆ กันขณะที่คุณถ่าย

ISP ที่ออกแบบโดย Apple หลักการทำงานของมันก็คือ iPhone 12 Pro จะบันทึกภาพในสองค่าแสง แล้วส่งไปยังโปรเซสเซอร์รับสัญญาณภาพแบบเฉพาะของเราเพื่อสร้างฮิสโตแกรม ซึ่งเป็นกราฟแสดงค่าแสงในช่วงต่างๆ ของแต่ละเฟรม จากนั้นจึงสร้างเมตาดาต้า Dolby Vision โดยอ้างอิงจากฮิสโตแกรมนั้น และที่ทำได้ขนาดนี้ในแบบเรียลไทม์ก็เป็นเพราะความเร็วสุดขั้วของชิพ A14 Bionic นั่นเอง

การตัดต่อแบบ Dolby Vision บนสมาร์ทโฟน ก่อนจะมี iPhone 12 Pro เรายังถ่ายวิดีโอ Dolby Vision บนสมาร์ทโฟนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเรื่องการตัดต่อก็ลืมไปได้เลย มาวันนี้คุณสามารถตัดต่อวิดีโอ Dolby Vision ทั้งหมดบน iPhone ได้ทันทีจากในแอพรูปภาพ, iMovie หรือ Clips หรือจะตัดต่อบน Mac ด้วย Final Cut Pro ก็ยังได้ (พร้อมใช้งานภายในปีนี้)

Dolby Vision ตั้งแต่ต้นจนจบ iPhone 12 Pro มาพร้อมชิพที่เร็วชนิดหาตัวจับยาก ให้คุณถ่ายวิดีโอ Dolby Vision ระดับ 4K ได้สูงสุด 60 fps และนำมาตัดต่อง่ายๆ ด้วยหลากหลายวิธีที่คุณคุ้นเคย แล้วส่งขึ้นทีวีโดยใช้ AirPlay ด้วยการแตะครั้งเดียว4 เรียกว่าเป็นประสบการณ์อันน่าทึ่งที่คุณจะหาไม่ได้จากโทรศัพท์อื่นๆ

iPhone 12 Pro ก้าวกระโดดจากการบันทึกแบบ HDR ระดับ 8 บิต มาเป็น 10 บิต จึงสามารถถ่ายวิดีโอได้สมจริงยิ่งขึ้นด้วยสีสันที่มากถึง 700 ล้านสี และที่ดียิ่งกว่านั้น คือสามารถบันทึกในแบบ Dolby Vision ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันในสตูดิโอภาพยนตร์ หรือคุณจะตัดต่อวิดีโอ Dolby Vision และใช้ AirPlay เพื่อดูความแตกต่างในทุกรายละเอียดบนหน้าจอขนาดใหญ่ก็ทำได้เช่นกัน

กล้อง TrueDepth ไม่มีตำว่าดึกเกินไปสำหรับการเซลฟี่ในโหมดกลางคืน

untitled-17
เมื่อโหมดกลางคืนมาอยู่ในกล้องหน้า คุณจึงถ่ายอะไรๆ ที่คุณชอบอย่างตัวคุณเองในสภาวะแสงน้อยได้ครบถ้วนทุกรายละเอียดด้วยสีสันที่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้กล้อง TrueDepth ยังมาพร้อม Deep Fusion, HDR อัจฉริยะ 3 และการบันทึกแบบ Dolby Vision ด้วย คราวนี้ไม่ว่าจะสภาพแสงไหน คุณก็จะดูดีที่สุด

อุปกรณ์เสริมใหม่ล่าสุด MagSafe อะไรๆ ก็คลิกไปซะหมด

ซ้อนปุ๊บ ก็ไปได้ปั๊บ ติดเข้ากับเคส กระเป๋าสตางค์ หรือทั้งคู่ได้เลย (และไม่ต้องห่วง เพราะกระเป๋าสตางค์ยังมีการป้องกันเพื่อความปลอดภัยสำหรับบัตรเครดิตอีกด้วย)

พลังชาร์จติดเทอร์โบ แม่เหล็กจะประกบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบทุกครั้งเพื่อการชาร์จแบบไร้สายที่เร็วยิ่งขึ้น

untitled-18

1602657185885

จอภาพ Super Retina XDR

untitled-16

จอภาพที่สว่างที่สุดของเราจะดียิ่งกว่าเดิมได้อย่างไร คำตอบก็คือทำให้ใหญ่ขึ้นอีกสิ โดยดีไซน์ใหม่ที่มีขอบแบนเรียบและ OLED แบบเฉพาะที่ยืดหยุ่น ทำให้เราสามารถขยายสีสัน ความสว่าง และคอนทราสต์อันน่าทึ่งของหน้าจอไปได้จนถึงสุดขอบ

และแน่นอนว่า iPhone ทุกรุ่นรุ่นใหม่ไม่มี อะแดปเตอร์แปลงไฟและ EarPods  ให้อีกแล้ว

untitled-19

จากการให้อะแดปเตอร์แปลงไฟและ EarPods  ที่มักไม่ค่อยได้ใช้มาเป็นสาย USB-C เป็นLightning สำหรับการชาร์จเร็วที่คนส่วนใหญ่ต้องการแทน ซึ่งทำให้บรรจุภัณฑ์มีขนาดเล็กลง มีปริมาณกล่องต่อรอบการจัดส่งมากขึ้น และนั่นหมายถึงรอบการจัดส่งโดยรวมที่น้อยลง นอกจากนี้เรายังให้พันธมิตรด้านการผลิตของเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เราสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้มากกว่า 2 ล้านเมตริกตันต่อปีเลยทีเดียว

igpost_2020update

ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย iPhone 12 ทุกรุ่น

iPhone 12 Mini ขนาดหน้าจอ 5.4″

– 64GB = 699 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 22,000 บาท
– 128GB = 749 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 23,300 บาท
– 256GB = 849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 26,400 บาท

iPhone 12 ขนาดหน้าจอ 6.1″

– 64GB = 799 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 25,000 บาท
– 128GB = 849 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 26,400 บาท
– 256GB = 949 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 29,500 บาท

iPhone 12 Pro ขนาดหน้าจอ 6.1″

– 128GB = 999 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 32,000 บาท
– 256GB = 1,149 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35,700 บาท
– 512GB = 1,349 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 41,900 บาท

iPhone 12 Pro Max ขนาดหน้าจอ 6.7″

– 128GB = 1,099 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35,000 บาท
– 256GB = 1,249 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 38,800 บาท
– 512GB = 1,449 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 45,000 บาท

ทั้งนี้จะเริ่มวางจำหน่าย 6 พฤศจิกายน ในบางประเทศ และ 13 พฤศจิกายน จะเริ่มเปิดจองเช่นเดียวกัน ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยต้องรอประกาศอีกครั้ง อันนี้คือราคาที่สำรวจจากทางเว็บไซต์ Apple.com ในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ที่มา : www.sanook.com