4. ของดีประจำจังหวัดสงขลา

18

1.ผ้าทอเกาะยอ หรือ ผ้าเกาะยอ เป็นผ้าทอพื้นเมืองของตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสงขลา ที่มีความประณีตและสีสันที่สวยงาม โดยมีการทอยกดอกที่มีลวดลายอ่อนนุ่ม ถือเป็นสัญลักษณ์หัตถกรรมพื้นบ้านของภาคใต้และยังเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP ปี 2549 สืบสานตำนานจากชาวเกาะยอที่ส่วนหนึ่งอพยพมาจากตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ และตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา มีเชื้อสายจีน ทำอาชีพประมง ทำสวนยาง สวยผลไม้ และงานหัตถกรรมพื้นบ้าน คือการทอผ้าพื้นเมืองสำหรับใช้ในครัวเรือน จึงเป็นที่มาของ “ผ้าทอเกาะยอ” ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏแน่ชัดว่า ชาวเกาะยอ เริ่มทอผ้ากันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทราบว่าที่เกาะยอมีการทอผ้ามานับเป็นร้อยๆปีแล้ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่
มีการอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่บนเกาะยอสืบสานการถ่ายทอดภายในครอบครัวเรื่อยมา

 

kerupuk_udang

2.ข้าวเกรียบกุ้ง เมืองไทยในอดีตนั้นร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างล้นเหลือสมกับที่ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงได้กล่าวไว้ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าวซึ่งตรงกับภาษาฝรั่งที่บรรดาไกด์นำเที่ยวอธิบายให้พวกฝรั่งที่ไปเที่ยวสุโขทัย คนในสมัยกรุงสุโขทัยอยุธยากรุงเทพฯ ยุคนั้นจึงได้กิน แต่ กุ้ง หอย ปู ปลา สดๆ ชนิดที่พอขึ้นจากน้ำก็ทำกินกันเลย เพราะที่ไหนมี คู คลอง หนองบึงที่นั่นก็จะมีสารพัดสัตว์น้ำให้เลือกจับตามชอบใจก็ไม่ต้องดูอื่นดูไกลหรอกเอาแค่สมัยเมื่อ 40กว่าปีนี้เองเจ้าของร้านค้าแถว ๆ ท่าช้างวังหลวง ได้เล่าให้ฟังว่าตอนที่ยังเป็นเด็ก ๆ อายุสัก 10 ขวบ เวลาลงไปเล่นน้ำเจ้าพระยาที่ท่าช้างวังหลวงพอขึ้นจากน้ำจะต้องได้กุ้งนางติดมือขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 3-4 ตัวทุกทีไป เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้นมี กุ้ง หอย ปู ปลา ชุกชุม จริง ๆแต่เมืองไทยในสมัยปัจจุบันก็ยังมีอะไร ๆเหมือนกับเมืองไทยในสมัยสุโขทัยเหมือนกันแต่ต่างกันนิดผิดกันหน่อย ก็ตรงที่ในน้ำที่ปลา (เป็นโรค) ในนามีข้าว (เป็นโรค)หรือถ้าจะพูดให้สมกับสมัยกรุงเทพฯยุค 200 ปี ก็ต้องพูดว่า ปลาเป็นโรคอยู่ในน้ำ ข้าวเป็นโรคอยู่ในนาบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายก็เลยร่อยหรอสูญพันธุ์ไปเสียมากต่อมาก ยิ่งกุ้งก้ามกรามด้วยแล้วสูญพันธุ์ไปเป็นแม่น้ำเลยฉะนั้นเมื่อนั่งรถยนต์รถไฟผ่านอยุธยา อดีตเมืองกุ้งก้ามกรามจะเห็นเด็กสาวรุ่นดรุณี วัยเอ๊าะ ๆ หอบถุงข้าวเกรียบกุ้งเที่ยวเร่ขาย ตามสถานีรถไฟ ท่ารถ บ.ข.ส. กันให้ขวักไขว่ ผู้ใหญ่ใจดีสงสารเอ็นดูเอ๊าะๆ ซื้อติดไม้ติดมือ กลับไปรับรองว่าได้กินแต่แป้งใส่สีย้อมผ้า แต่ถ้าอยากจะกินข้าวเกรียบกุ้งกันจริง ๆ ก็เป็นต้องหัดทำกินเอง ดีหรือไม่ดี อร่อยหรือไม่อร่อย อย่าเพิ่งไปพูดถึงทำเสร็จแล้วรับรองว่าได้กินข้าวเกรียบกุ้งจริง ๆ ก็แล้วกัน แต่ขอบอกกล่าวไว้ก่อนว่าวิธีทำนั้นไม่ยาก แต่จะทำให้ได้ผลดีเหมือนข้าวเกรียบกุ้งสงขลานั้น ค่อนข้างยาก แต่ถ้าหัดทำบ่อย ๆ พอจับเคล็ดจับหลักได้ก็ไม่ยาหรือถ้าเผลอ ๆ เกิดมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ดีไม่ดี ทำขายจนรวยไม่รู้เรื่องทีเดียวเจียว ติดตาพะยี่ห้อแล้วประชาสัมพันธ์เสียหน่อยว่า ข้าวเกรียบกุ้งแท้ของแม่อู๊ด บางขุนนนท์ ข้าวเกรียบกุ้งเสวยร้านแม่อันอ่างทอง ดีไม่ดีแม่ช้อยนางรำกับพ่อเชลล์ชวนชิม วิ่งหน้าตั้งแข่งแซงกันมาชิม จนแม่อู๊ดแม่อันแก ต๊กใจนี่ซีแย่หน่อย

 

d12_zps0d119116

3.ขนมดู เป็นขนมชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเหนียว เป็นการแปรรูปวัตถุดิบในรูปแบบการถนอมอาหาร สามารถเก็บไว้รับประทานได้ประมาณ 1 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นรสชาติขนมดูจะหอมหวาน มัน มีสีน้ำตาลปนดำ ขนมดูเป็นที่นิยมกันมากเป็นของที่ระลึกที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดสงขลาขนมดู เป็นขนมโบราณในจังหวัดสงขลา ปัจจุบันขนมดูถือเป็นขนมที่หาทานได้ยากเพราะคนรุ่นใหม่ทานไม่เป็น จึงไม่ค่อยนิยมทำขาย แต่ตามตลาดพื้นเมืองสงขลาอย่างเช่น เกาะยอ ยังคงมีขนมดูขายอขนมดูนั้นในอดีตทำมาจากข้าวเหนียวนำไปบดให้ได้เป็นแป้ง ปัจจุบันใช้แป้งข้าวเหนียวในการทำ เริ่มโดยการเคี้ยวน้ำตาล จากนั้นใส่แป้งข้าวเหนียว และมะพร้าวขูดลงไปกวนให้เหนียวยกพักไว้ เมื่อหายร้อนแล้วปั้นเป็นก้อน นำไปคลุกแป้งอีกรอบก็จะได้ขนมดูออก

 

large_dsc_5640

4.ไข่ครอบ เป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารอย่างหนึ่งของครอบครัวชาวประมงพื้นบ้านแถบริมทะเลสาบสงขลารู้จักทำกันมานาน แต่ก่อนทำเพียงแค่เพื่อถนอม หรือรักษาไข่แดงที่เหลือจำนวนมากจากการใช้ไข่ขาวย้อมด้ายเนื้ออวน แห กัดวางปลา ไม่ให้เน่าเสียโดยการนึ่ง เพื่อเก็บไว้กิน และนำไปขายในงานเทศกาล ตลาดนัดชุมชุน ไข่ครอบ แต่ก่อนใช่จะหากินกันได้ง่ายๆ จะมีกิน มีขายก็ต่อเมื่อมีการย้อมเส้นด้าย ในช่วง 1-2สัปดาห์ แต่ปัจจุบันจะทำขายเป็นอาชีพกันหลายครอบครัว ในตลาดนัดวันต่างๆของสงขลา ในร้านข้าวแกงก็จะมีจำหน่าย ไข่ครอบเท่าที่สืบทราบจะมีการทำกันเฉพาะในครอบครัวของชาวประมงริมทะเลสาบฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะที่ชุมชนบ้านคูขุด ไข่ครอบจึงนับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการถนอมอาหาร ของชาวประมงพื้นบ้าน
ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา นั่นเอง

 

20160121_3_1453365807_136403

5. ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ จังหวัดสงขลา มีลักษณะแบบลอยตัว สามารถมองเห็นได้รอบด้านเนื้อ วัตถุเป็นโลหะทองเหลืองรมสนิมเขียว ออกแบบ โดยอาจารย์มนตรีสังข์มุสิกานนท์ (รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณคนปัจจุบัน)มีการสร้างขึ้นเป็น 3ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง หัวพญานาค ตั้งอยู่บริเวณสวนสองทะเล ปลายแหลมสนอ่อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของลำตัว 1.20 ม.ความสูงจากฐานลำตัวจนถึงปลายยอดสุด ประมาณ 9 เมตร พ่นน้ำลงสู่ปากอ่าวทะเลสาบสงขลา ส่วนที่สอง สะดือพญานาค ตั้งอยู่บริเวณลานชมดาว สนามสระบัว แหลมสมิหลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว1.20เมตร ความยาว 5.00 เมตร ความสูง 2.50 เมตร ลักษณะลำตัวโค้งครึ่งวงกลม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลอด ใต้สะดือพญานาคให้เกิดความเป็นสิริมงคล แก่ตนเอง ส่วนที่สาม หางพญานาค ตั้งอยู่ริเวณชายหาดสมิหลา ริมถนนสะเดา (หลังสนามกอล์ฟ) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร ความยาว 4.00เมตรความสูง 4.50 เมตร ปัจจุบันประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยือน จังหวัดสงขลา

 

จดทะเบียนบริษัทจังหวัดสงขลา
รับจดทะเบียนบริษัทสงขลา
รับจดทะเบียนบริษัท