โบรกฯ คาดกำไรกลุ่มแบงก์ไตรมาส 1/64 ดิ่งกว่า 20%

เหตุปีก่อนฐานสูง-ยังไม่ได้รับผลกระทบโควิด “เอเซียพลัส” คาดกำไร 8 แบงก์อยู่ที่ 3.1 หมื่นล้าน ลดลง 29% จากปีก่อน ด้านทรีนีตี้ คาด 6 แบงก์กำไรวูบ 26% “หยวนต้า” มอง BBL ปีนี้โดดเด่นสุดกำไรโต 55%

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า คาดการณ์กำไรของ 6 แบงก์ใหญ่ในไตรมาสแรกปีนี้ เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), ไทยพาณิชย์ (SCB), กรุงไทย (KTB), กรุงเทพ (BBL), ทีเอ็มบี (TMB) และ ทิสโก้ (TISCO) จะอยู่ที่ 2.69 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาส 4 ปี 2563 แต่ลดลง 26% หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 เนื่องจากฐานกำไรช่วงเดียวกันปีก่อนที่สูง เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด

“หากไม่รวมกำไรสุทธิของกสิกรไทยในไตรมาสแรกเพราะสิ้นปีก่อนมีการตั้งสำรองสูง กำไรทั้ง 5 แบงก์ จะเติบโตอยู่ที่ 44% หากเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้านี้”

ขณะที่สำรองหนี้เสียทั้ง 6 แบงก์ในไตรมาส 1 ปีนี้คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นราว 7% มาอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่สำรองอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้น 6% หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

สำหรับแนวโน้มสำรองของทั้งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปีนี้ คาดว่า สำรองหนี้น่าจะลดลงราว 15% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนมาอยู่ที่ 1.66 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่สำรองสูงถึง 1.94 แสนล้านบาท เพราะปีที่ผ่านมานั้นได้ตั้งสำรองไปมากแล้ว

ส่วนกำไรกลุ่มแบงก์ทั้งปีนี้คาดเพิ่มขึ้น 19% มาอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไร 1.06 แสนล้านบาท เพราะปีนี้สำรองลดลง จากปีก่อนที่ตั้งสำรองสูง โดยหุ้นที่แนะนำซื้อ BBL เพราะราคาหุ้นต่อหุ้น เทียบกับ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ต่ำเพียง 0.53 เท่าหากเทียบกับหุ้นตัวอื่นๆ ที่อยู่ระดับสูง

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า คาดกำไรไตรมาส 1 ปี 2564 กลุ่มแบงก์ 8 ธนาคารหลัก(ไม่รวม LH และ CIMB) คาดว่าจะอยู่ที่ 31,821 ล้านบาท เติบโต 1.2% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไร 31,438 ล้านบาท แต่ลดลง 29.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 44,929 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้แบงก์ต้องออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

161789858090

โดยคาดว่า TISCO จะเป็นธนาคารที่เห็นการเติบโตของกำไรทั้งเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและ ช่วงเดียวกันปีก่อน ที่ 2.1% และ 12.4% โดยคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาสแรกที่ 1,670 ล้านบาท

ขณะที่แนวโน้มกำไรปี 2564 คาดว่าจะฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้ที่จะลดลงต่อเนื่อง และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นของธนาคาร

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่เชื่อว่าถ้าไม่มีการล็อกดาวน์ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนทิศทางหนี้เสียของกลุ่มแบงก์ คาดว่า ปีนี้มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น จากสิ้นปี 2563 ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 3.4% จากคาดการณ์หนี้เสียของธนาคารใหญ่คาดว่าปี 2564 จะอยู่ที่ 4-4.5% จากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

ทั้งนี้ แนะนำ ซื้อ TISCO เนื่องจากมีงบการเงินแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม และให้ปันผลสูงถึง 6% ราคาเหมาะสม 102 บาทต่อหุ้น ถัดมา BBL ราคาหุ้นยังไม่ปรับขึ้นไม่มาก ให้ราคาเหมาะสมที่ 154 บาทต่อหุ้น

ด้าน นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ โดยหากดูเฉพาะ BBL คาดว่าจะเห็นอัตราการเติบโตสูงสุดปีนี้ที่ 55% หรือ 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ในไตรมาสแรกคาดว่าภาพรวมกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะยังอ่อนตัวลงจากปีก่อนที่ฐานสูง

“หุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ KBANK ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเอสเอ็มอีที่ฟื้นตัว ให้ราคาเหมาะสม 178 บาทต่อหุ้น และ KKP ที่รายได้ค่าธรรมเนียมตลาดทุนแข็งแกร่ง ราคาเหมาะสม 71.50 บาทต่อหุ้น”

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Analytics กล่าวว่าแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่ามีแนวโน้มต่ำลง จาก 3.12% เมื่อสิ้นปีก่อน แต่จะไม่เห็นต่ำกว่า 3% เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากโควิด-19 อีกทั้งเอสเอ็มอียังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอ

ส่วนแนวโน้มกำไรของธนาคารในไตรมาสแรก เชื่อว่ามีทิศทางลดลงแน่นอน หากเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน เพราะปีก่อนยังไม่เจอโควิด อีกทั้งยังเผชิญกับความไม่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตามคือ สำรองจะมีการตั้งเพิ่มหรือไม่ โดยเฉพาะธนาคารมีพอร์ตเอสเอ็มอีสูง

รับจดทะเบียนบริษัท  รับทำบัญชี