เปิดแผน ‘เอกชน’ ชงนายกฯ วันนี้ ระดมพลังหนุน’วัคซีน’กู้วิกฤติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมนัดประชุมภาคเอกชนถึงแนวทางการนำเข้าและกระจายวัคซีนวันที่ 28 เม.ย.2564 เพื่อแบ่งงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาวัคซีน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ จะหารือรายละเอียดแนวทางจัดหาและกระจายวัคซีนของภาคเอกชน โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะเสนอแผนการจัดหาวัคซีนทางเลือกและการกระจายวัคซีนของภาคเอกชน โดยมีการตั้งทีมงาน 4 ทีม เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนด้วย

ทั้งนี้ การจัดซื้อวัคซีนทางเลือกที่ได้หารือกับซีอีโอ 45 บริษัท ได้ยืนยันแล้วว่าจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง เพื่อฉีดให้พนักงานและครอบครัว โดยที่ผ่านมาได้หารือแนวทางการจัดหาวัคซีนและกระจายวัคซีนเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นยังไม่ได้พูดถึง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

สำหรับการจัดหาวัคซีนทางเลือกเป็นเรื่องเร่งด่วนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยต้องจัดหาวัคซีนทางเลือกให้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยเอกชนพร้อมจ่ายค่าวัคซีน แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ได้ว่าจะหาได้เมื่อไร จำนวนเท่าใด เพราะอยู่ในระหว่างการดำเนินการ จัดหาวัคซีนยี่ห้อตามที่ได้มองไว้ก่อนหน้านี้

“ภาคเอกชนพยายามติดตามอยู่ตลอดว่ามีวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ มาเพิ่มเติมมากกว่าที่รับทราบอยู่ในปัจจุบันนี้อีกหรือไม่ ขณะนี้เศรษฐกิจดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับวัคซีน“ 

ทั้งนี้ภาคเอกชนมองการฉีดวัคซีนของไทยยังล่าช้ามาก ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งวัคซีนทางเลือกก็ต้องมีขั้นตอนต่างๆก่อนที่จะนำเข้ามาฉีด โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้นคงต้องหารือกับทางรัฐบาลในรายละเอียดต่างๆ

นายสนั่น กล่าวว่า ส่วนภาพรวมการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นภาคเอกชนก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ในการป้องกันการแพร่ระบาด โดยล่าสุดกรุงเทพมหานครได้ออกประกาศปิดสถานที่หลายแห่งแล้ว ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน่าจะน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะไม่ได้มีการล็อคดาวน์ แต่มาตรการที่ออกมาก็เหมือนการล็อคดาวน์อยู่แล้วส่วนใหญ่ประชาชนก็ไม่ออกมาใช้บริการและดูแลตัวเองที่บ้านอยู่แล้ว

“ที่ผ่านการล็อคดาวน์กระทบเศรษฐกิจถึง 6 แสนล้านบาทเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดหมด แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจยังเดินต่อไปได้ ดูได้จากการส่งออกในเดือนมี.ค.ขยายตัว และมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์”

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่ ส.อ.ท. และภาคเอกชนจะนำเข้าหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการขยายความร่วมมือกระจายการฉีดวัคซีน โดย ส.อ.ท. ได้ร่วมกับหน่วยงานหลัก ๆ ได้แก่

1.นิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศที่มีประมาณ 59 แห่ง เป็นจุดกระจายฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในนิคมฯที่มีเป็นจำนวนมาก

2.กลุ่มธุรกิจคลินิกเสริมความงามกว่า 50 บริษัท ที่มีสาขาทั่วประเทศ

3.สถานีบริการน้ำมันของบางจากที่มีทั้วประเทศกว่า 1,200 แห่ง และ4. สภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่จะให้โรงงานที่เป็นสมาชิกในแต่ละจังหวัดเป็นสถานที่ฉีดวัคซีน ซึ่งโรงงานเหล่านี้ล้วนแต่มีบุคลากรด้านพยาบาลที่เตรียมรับมืออุบัติเหตุอยู่แล้วที่จะเข้ามาร่วมช่วยฉีดวัคซีนได้

นอกจากนี้ ส.อ.ท. จะร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ สนับสนุนเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดวัคซีน เช่น กระบอก และเข็มฉีดยา ชุดพีพีอี ตู้เก็บวัคซีน และอุปกรณ์อื่น ๆ รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อใช้สำหรับการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ

“การระบาดโควิด-19รอบใหม่มีแนวโน้มการติดเชื้อที่มากกว่าทุกรอบหากยืดเยื้อจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยประเมินมูลค่าเสียหายเดือนละประมาณ 1 แสนล้านบาท ดังนั้นหากรัฐสามารถฉีดวัคซีนได้ราว 20-30 ล้านโดสภายในมิ.ย.นี้ก็จะลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจได้”