เปิดรั้ว Seoul Science High School รร.สายวิทย์รวมเด็กสมองระดับเทพของประเทศเกาหลีใต้

   อันยองค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ในแต่ละประเทศก็ต่างมีโรงเรียนระดับท็อปที่หลายคนอยากเข้าเรียน  ซึ่งก่อนหน้านี้พี่ได้เคยแนะนำระบบโรงเรียนมัธยม 4 แบบในเกาหลีใต้กันไปแล้ว น้องๆ คงพอทราบกันบ้างว่า โรงเรียนประจำของที่นั่นเข้มงวดเรื่องเรียนมากๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมเด็กหัวกะทิที่มีความถนัดด้านวิทย์-คณิต ซึ่งไปคว้าเหรียญรางวัลการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมาแล้วมากมาย ถ้าเทียบง่ายๆ คือเป็นแนว รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ หรือ รร.กำเนิดวิทย์ ที่เป็นต้นแบบการผลิตนักวิทย์และนักวิจัยของประเทศไทยนั่นเองค่ะ
               วันนี้พี่เลยจะขอพาไปเปิดรั้วโรงเรียน Seoul Science High School ของเกาหลีใต้กันบ้าง ว่ากันว่าที่นี่เค้าเปิดสอนหลักสูตรที่ตอบโจทย์เด็กสายวิทย์โดยเฉพาะ  จะเจ๋งขนาดไหนเราตามไปดูกันค่ะ!
ประวัติโรงเรียน
               Seoul Science High School (SSHS) ก่อตั้งเมื่อปี 1989 เป็นโรงเรียนมัธยมปลายประเภทโรงเรียนประจำ ตั้งอยู่แถบย่านเขตชงโนในกรุงโซล โรงเรียนนี้มีชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ สำหรับนักเรียนที่มีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องหลักสูตรการเรียนสอนที่เข้มข้นมากที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ โดยในปี 2009 ทางโรงเรียนได้รับเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ให้เป็น “โรงเรียนส่งเสริมศักยภาพนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ” (Academy for Gifted Students) นั่นเองค่ะ และนั่นก็ทำให้ทางโรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรการเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนที่มีความถนัดด้านวิทย์-คณิตได้เป็นอย่างดี ทั้งเจาะลึกและเข้มข้นกว่าปกติ เน้นทดลองและทำวิจัยจริงในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย รวมถึงส่งเสริมให้ผู้เรียนนำเสนอผลงานและร่วมกิจกรรมทางวิชาการทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
               ทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็นับว่าสูงสุดในเกาหลีเลยทีเดียว เพราะนักเรียนที่นี่สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งวิทยาศาสตร์โอลิมปิกทั้งระดับประเทศและนานาชาติได้เพียบ! อีกทั้งยังสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ เช่น Seoul National University, Yonsei University, Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST), Pohang University of Science and Technology (POSTECH) และอีกไม่น้อยที่ขอทุนเรียนต่อมอดังของโลกอย่าง Stanford, Harvard, Cornell และที่อื่นๆ อีกหลายแห่งเลยค่ะ เจ๋งมากกก
หลักสูตรการเรียน
               เป็นที่รู้กันว่า Seoul Science High School มีกระบวนการสมัครนักเรียนที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว  เพราะแต่ละปีเค้าจะมองหาเด็กที่มีความเป็นเลิศด้านวิทย์-คณิตจากทั่วประเทศ และรับเข้าเรียนจริงระดับชั้นละราวๆ 125 คนเท่านั้น เมื่อเข้าเรียนในปีแรก (เทียบเท่าม.4) นักเรียนจะต้องลงเรียนวิชาบังคับ (Required Courses) ให้ครบตามกำหนด แล้วจึงสามารถลงวิชาเลือกที่อยากเรียนได้ในปีถัดไป
               ทั้งนี้ นักเรียนที่จะจบจากการศึกษาจากที่นี้ต้องทำหน่วยกิตให้ครบ 180 หน่วยกิต แบ่งเป็นหน่วยกิตจากรายวิชา 154 ส่วนอีก 26 หน่วยกิต เป็นหน่วยกิตจากการวิจัย และต้องเข้าร่วมทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรอีกอย่างน้อย 240 ชั่วโมง แบ่งเป็นกิจกรรมกลุ่ม 120 ชั่วโมง และกิจกรรมจิตอาสา 120 ชั่วโมง เรียกว่าโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมเลยทีเดียว ^^
คลาสโอลิมปิกวิชาการ 
               อย่างที่เกริ่นว่านักเรียนที่นี่คว้ารางวัลการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการมาเยอะมาก ซึ่ง 1 ใน 4 ของนักเรียนจากเกาหลีใต้ที่เข้าแข่งขันทั้งหมดก็มาจาก SHSS นั่นเองค่ะ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ส่วนใหญ่จะลงเรียนหลักสูตรเร่งรัดโอลิมปิกวิชาการกัน โดยวิชาฮอตฮิตคือ “โอลิมปิกวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์” ส่วนเนื้อหาคือท้าทายและเจาะลึกกว่าโรงเรียนอื่นๆ เพราะใช้หนังสือที่เด็กมหา’ลัยปี 1 เรียนกัน มีทั้งเนื้อหาเรื่อง สถิติและความน่าจะเป็น (Probability and Statistics), วิยุตคณิต (Discrete Nathematics),คณิตศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Mathematics), แคลคูลัส (Calculus) และทฤษฎีคณิตศาสตร์อื่นๆ
วิชาอื่นๆ 
               นอกจากนี้แม้ว่าจะเน้นความเป็นเลิศวิทย์-คณิต แต่การเรียนวิชาอื่นๆ อย่าง ภาษาต่างประเทศ, วรรณคดี, เศรษฐศาสตร์, และสังคมก็มีความแน่นปึ้กไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาษาที่นักเรียนจะได้วิชาภาษาต่างประเทศกับอาจารย์เจ้าของภาษาโดยตรง และมีพื้นที่ “English Only Zone” เพื่อให้ได้คุยภาษาอังกฤษกับเพื่อนด้วย ^^
การทำวิจัย
               สำหรับวิชาการค้นคว้าวิจัยก็เป็นวิชาบังคับของนักเรียนชั้นเกรด 10-11 ผู้เรียนต้องเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจอยากศึกษาในรายวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา หรือธรณีศาสตร์ตั้งแต่เข้าเรียนในปีแรก และต้องนำเสนอรายงานการศึกษาในชั้นปีสุดท้ายของการเรียนอีกด้วยค่ะ
กิจกรรมเสริมหลักสูตร
               แต่โรงเรียนนี้ไม่ได้มีแค่โหมดวิชาการเท่านั้นค่ะ เพราะมีกิจกรรมให้เลือกทำเยอะมากๆ อย่างเช่น “ชมรม” นักเรียนแต่ละคนจะเข้าร่วมตามความสนใจได้ 1 ชมรม มีทั้งแบบจำกัดสมาชิก 5-7 คนและแบบไม่จำกัด ยกตัวอย่างที่ฮอตๆ เลยก็จะมีตั้งแต่ถ่ายภาพ, การแสดง, ภาษาอังกฤษ,  สิ่งแวดล้อม, นักเขียน, ห้องทดลองเคมี ไปจนถึงดนตรีพื้นบ้าน
ทัศนศึกษาต่างประเทศ
               กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นสำหรับเด็กที่อยู่เกรด 10-11 เพื่อไปเยี่ยมชมกลุ่มมหา’ลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำในสหรัฐฯ ที่เป็นแหล่งกำเนิดการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก ซึ่งโปรแกรมนี้จะออกแบบมาเพื่อให้เตรียมพร้อมทั้งการเรียนและตำแหน่งานที่รองรับในอนาคตเลยค่ะ
 ระบบเกรด
               การตัดเกรดที่นี่จะยึดจากหน่วยกิตที่เรียนเป็นหลักค่ะ หมายความว่าเราเลือกลงวิชาเรียนได้เหมือนมหา’ลัยเลย แต่ระบบตัดเกรดจะมีช่วงคะแนนยิบย่อยไปอีก เช่น ถ้าคะแนนอยู่ช่วง 90 ขึ้นไป = เกรด A, ช่วง 85 แต่น้อยกว่า 90 = A0, คะแนน 80 ขึ้นไปแต่น้อยกว่า 85 = A-,… เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ตามลำดับ (แต่ละช่วงจะมีระยะห่าง 5 คะแนน)
               ส่วนวิชาศิลปะและฟิสิกส์จะตัดเกรดแบบ ผ่าน/ไม่ผ่าน เกณฑ์คือต้องได้มากกว่า 60 ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่านค่ะ แต่ถ้าสอบไม่ผ่านหรือได้เกรดต่ำกว่า B0 ก็สามารถลงเรียนใหม่ได้ไมเ่กิน 4 ครั้ง และวิชาที่ลงซ้ำต้องได้เกรด B+ ขึ้นไปด้วย
การสมัครเรียน
               ปกติโรงเรียนนี้จะเปิดรับสมัครช่วง มิ.ย.-พ.ย.ของทุกปี และหลักสูตรการเรียนการสอนแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนของปีนั้นๆ ด้วยค่ะ ในแต่ละเทอมนักเรียนสามารถลงได้อย่างน้อย 10-29 หน่วยกิต หากวิชาไหนมีนักเรียนลงเรียนน้อยกว่า 7 คนก็มีโอกาสไม่เปิดสอน และแต่ละคลาสจะจำกัดไม่เกิน 20 คนเพื่อให้อาจารย์ดูแลทุกคนได้ทั่วถึง
               อย่างไรก็ดี เนื่องจากช่วงเกรด 10 นักเรียนต้องเรียนวิชาบังคับตามที่โรงเรียนกำหนด ดังนั้นช่วงเกรด 11 จึงสามารถลงเรียนรายวิชาเลือกเสรีอื่น ๆ ที่สนใจได้ความความถนัด แต่ช่วงพีคคือเกรด 12 ที่ไม่ใช่แค่ระดับความยากเพิ่มขึ้น แต่ตารางเรียนก็แน่นมากๆ เพราะต้องเรียนถึง 40 หน่วยกิตทั้ง 2 เทอม เพื่อจะได้เก็บวิชาเรียนให้ครบเกณฑ์ตามที่โรงเรียนกำหนด
การสอบเข้ามี 3 ขั้นตอนดังนี้
  1. คัดเลือกจากใบสมัครและจดหมายแนะนำตัว
  2. การสอบคัดเลือก แบ่งออกเป็น 3 รอบ รอบแรกเป็นการวัดและการประเมินผลทักษะทุกๆ ด้าน ส่วนรอบ 2-3 เน้นวัดศักยภาพทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
  3. การเข้าค่ายเก็บตัว เป็นการสอบสัมภาษณ์รายบุคคล และประเมินความพร้อมจากการทำกิจกรรมกลุ่ม โดยจะวัดความสามารถการวางแผน ทดลอง และแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั่นเองค่ะ
               หลังจากผ่านการทุกขั้นตอนแล้ว นักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมดจะได้รับคัดเลือกเหลือเพียงราวๆ 120 คน ทั้งนี้สำหรับนักเรียนต่างชาติ การสอบเข้าก็อาจจะยากเข้าไปอีก เพราะนอกจากต้องเตรียมสอบสุดโหดแล้ว ยังต้องมีความรู้ความใจภาษาเกาหลีในระดับที่เทียบเท่ากับเจ้าของภาษาอีกด้วยค่ะ (ถึงจะยากแต่อย่าเพิ่งท้อนะคะ)
Daily Life: ชีวิตเด็กโรงเรียนประจำของเกาหลีทำอะไรบ้างใน 1 วัน?
07.00 – 08.00 ตื่นนอน เช็กชื่อ และทานข้าวเช้า จากนั้นกลับหอพักพักผ่อนได้
08:10 – 08:20 พบปะพูดคุยช่วงเช้ากับอาจารย์ที่ปรึกษา
08:30 – 12:20 เข้าเรียนช่วงเช้า
12:20 – 13:20 พักเที่ยง
13:20 – 16:10 เข้าเรียนช่วงบ่าย
16:10 – 16:20 พบปะพูดคุยช่วงเย็นกับอาจารย์ที่ปรึกษา
16:20 – 17:30 กิจกรรมหลังเลิกเรียน (ใช้ช่วงเวลานี้ขออนุญาตออกนอกโรงเรียนไปทำธุระได้)
17:30 – 18:40 ทานข้าวเย็น
19:00 – 23:00 ติวช่วงค่ำ (มีพักทานขนมครึ่งชั่วโมง)
               เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับโรงเรียนที่มาแนะนำกันในวันนี้ ต้องบอกว่ามีครบทั้งด้านวิชาการที่เข้มข้น บุคลากรที่มีความพร้อม รวมถึงวิธีการรับสมัครก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนที่นี่อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเรื่องการสอบและภาษาเกาหลี รวมทั้งอาจลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจนะคะ

ที่มา : www.dek-d.com