สรุปให้แล้ว! 5 Tenses เจอบ่อยในชีวิตจริง รู้ไว้ใช้ภาษาอังกฤษแบบมือโปร

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน เชื่อว่าถ้าพูดถึงการเรียนภาษาอังกฤษแล้วล่ะก็ เรื่องไวยากรณ์หรือแกรมมาร์คงเป็นจุดที่หลายคนแอบกังวลและหนักใจแน่ๆ เพราะมักมีความซับซ้อนและสร้างความสับสนให้เราเสมอ หนึ่งในเรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายแต่มีกฎมากมายให้ทำความเข้าใจ ก็คือเรื่อง ‘กาล’ หรือ Tenses นั่นเองค่ะ

‘Tenses’ คือการเปลี่ยนรูปของคำกริยา เพื่อแสดงถึงช่วงเวลาต่างๆ ในประโยคภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา และแต่ละช่วงจะแบ่งเงื่อนไขประโยคได้เป็น 4 แบบ ทำให้ในภาษาอังกฤษมี Tenses รวมทั้งหมด 12 Tenses แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้เราได้พูดหรือใช้มันครบทั้ง 12 Tenses ไหม? ก็บอกได้เลยว่าโอกาสจะใช้ได้ครบนั้นมันน้อยมากค่ะ วันนี้พี่ปุณเลยจะข้อหยิบยก 5 Tenses ที่เรามักพบเจอได้บ่อย ทั้งในชีวิตประจำวันการเรียน การสอบ และการทำงานมาสรุปให้ดูกัน ว่าแล้วก็อย่ารอช้าไปดูหลักการใช้และโครงสร้างประโยคของแต่ละ Tenses กันได้เลย!

Photo credit: Giphy.com
Photo credit: Giphy.com

อันดับ 5 Present Progressive Tense

มาเริ่มกันที่ ‘Present Progressive Tenseหรือที่เราคุ้นหูคุ้นตากันดีในชื่อของ ‘Present Continuous Tense’ นั่นเองค่ะ ซึ่งคำว่า Present = ปัจจุบัน และ Continuous = ต่อเนื่อง ดังนั้น Tense นี้จึงใช้เพื่อบอกการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันหรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมีการวางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโครงสร้างประโยคของ Tense นี้ก็คือ

‘ประธาน + is/am/are + กริยาเติม -ing’ 

ถ้าน้องๆ อยากรู้ว่าประโยคนี้เป็นการใช้เพื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่พูดอยู่ หรือเกิดในระหว่างสัปดาห์/เดือนนั้นหรือไม่ ก็สามารถสังเกตง่ายๆ ได้จากคำบอกเวลาอย่างเช่น Now, Right now, หรือ At this moment นั่นเอง

ตัวอย่างประโยค: Don’t forget to bring your umbrella. It is raining right now.
ขณะนี้ฝนกำลังตกอยู่ อย่าลืมพกร่มไปด้วย

            และนอกจาก Tense นี้จะใช้บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ยังสามารถใช้พูดถึงแพลนที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอีกด้วย โดยส่วนมากก็จะมีคำบอกเวลามาให้เรารับรู้ อย่างเช่น This evening, Tomorrow, หรือ Tonight เรียกว่าแต่ละคำก็เป็นคำบอกอนาคตอันใกล้ ใครวางแผนอะไรไว้ก็แทบจะเปลี่ยนไม่ได้แล้ว!

ตัวอย่างประโยค: She is taking flight to Canada this evening.
เธอกำลังจะบินไปแคนาดาบ่ายวันนี้

Photo credit: Giphy.com
Photo credit: Giphy.com

อันดับ 4 Present Perfect Tense

มาต่อกันกับ ‘Present Perfect Tense’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Tense ที่มีความยากและซับซ้อนอยู่พอสมควรเลยล่ะค่ะ Tense นี้ ใช้เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่มีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีโครงสร้างประโยคคือ

‘ประธาน + has/have + กริยาช่อง 3’ 

หลักการใช้ก็จะสามารถแบ่งออกได้หลายแบบ ซึ่งการที่จะดูว่าแต่ละประโยคตรงตามหลักการใช้ข้อไหน เราก็สามารถสังเกตได้จาก “คำบอกเวลา” ดังนี้ค่ะ

  • Never / Ever / Once / Twice = ใช้ในการเล่าประสบการณ์ เช่น Have you ever been to Australia? คุณเคยไปประเทศออสเตรเลียมาก่อนไหม
  • Just / Already / Yet = เหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงใหม่ๆ หรือเพิ่งผ่านพ้นไป เช่น She has just finished her homework. เธอเพิ่งจะทำการบ้านเสร็จ
  • Since / For / Ever since / So far = เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและได้จบลงไปแล้ว แต่ผลของการกระทำนั้นยังคงสภาพมาจวบจนถึงปัจจุบัน เช่น I have studied German for 4 years. ฉันเรียนภาษาเยอรมันมา 4 ปี

และนอกจาก 3 หลักการใช้ที่พี่ได้พูดถึงไปข้างต้นแล้ว โครงสร้างประโยคแบบ Present Perfect Tense ยังถูกนำมาใช้ในไวยากรณ์เรื่อง If-Clause แบบที่ 1 ในส่วนของเงื่อนไขที่ว่าถ้าทำสิ่งหนึ่งเสร็จแล้ว อีกสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นอีกด้วย (If ประธาน + has/have + กริยาช่อง 3, ประธาน + can/will + กริยาช่อง 1) เรียนไวยากรณ์เรื่อง Tenses แค่เรื่องเดียวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายมากเลยค่ะ

Photo credit: Giphy.com
Photo credit: Giphy.com

อันดับ 3 Future Simple Tense

ถัดมาเป็น ‘Future Simple Tense’ ที่จะบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในอนาคตจากการคาดเดาหรือการตัดสินใจจากความรู้สึก โครงสร้างประโยคของ Tense นี้คือ

‘ประธาน + will/shall + กริยาช่อง 1’ 

ถึงแม้ว่าชื่อของมันจะ simple แต่หลักการใช้นั้นไม่ simple เลยล่ะค่ะ โดยน้องๆ สามารถใช้ Future Simple Tense เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ในอนาคต เช่น Tomorrow I will follow my mom to supermarket. พรุ่งนี้ฉันจะตามแม่ไปซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ยังใช้ในการคาดเดาอนาคตและพูดถึงความตั้งใจ ให้คำมั่นสัญญาได้ โดยที่เหตุการณ์นั้นอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ เช่น

  • My parents think I will get full score in the midterm exam. พ่อแม่คิดว่าฉันจะต้องได้คะแนนเต็มในการสอบกลางภาคที่ผ่านมา
  • I promise I won’t be late again. ฉันสัญญาว่าจะไม่มาสายอีก
Photo credit: Giphy.com
Photo credit: Giphy.com

อันดับ 2 Past Simple Tense

มาถึง ‘Past Simple Tense’ ซึ่งเป็น Tense ที่จะย้อนความเก่าเล่าความหลังถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและได้จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังสามารถใช้พูดถึงกิจวัตรประจำวันที่เคยทำหรือเล่าถึงสถานที่ที่เคยไปในอดีตได้ด้วย โครงสร้างประโยคของ Tense นี้ก็คือ

‘ประธาน + กริยาช่อง 2’ 

ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ค่อนข้างเรียบง่ายแต่จะมาปวดหัวก็ตอนที่ต้องผันกริยาช่อง 2 ให้ได้นี่แหละค่ะ 5555 อย่างไรก็ตามประโยค Past Simple Tense มักจะมี Keyword เป็นคำบอกเวลาช่วยบอกว่าเหตุการณ์เหล่านี้ได้จบลงไปแล้ว อย่างเช่น Yesterday, Last week, Last year, 5 minutes ago, etc. ถ้าใครยังเห็นภาพไม่ชัดก็ลองดูตัวอย่างประโยคไปพร้อมๆ กันได้เลยค่ะ

  • Last month my brother bought me a new computer. พี่ชายซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ให้ฉันเมื่อเดือนที่แล้ว
  • Did you study Mathematics yesterday? เมื่อวานคุณได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ไหม
  • She didn’t visit Thailand last year because of COVID-19. เธอไม่ได้มาประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วเพราะการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19

 น้องๆ จะเห็นได้ว่าในประโยคบอกเล่าเราจะใช้กริยาช่อง 2 ตามประธาน แต่ในประโยคปฏิเสธและประโยคคำถามเราจะใช้ ‘Did’ ร่วมกับกริยาช่อง 1 แทนนั่นเอง!

Photo credit: Giphy.com
Photo credit: Giphy.com

อันดับ 1 Present Simple Tense

และแน่นอนว่า Tense ที่เราใช้และพบบ่อยได้มากที่สุดทั้งในชีวิตประจำวัน ในหนังสือ หรือในบทเรียนนั่นก็คือ ‘Present Simple Tense’ ไม่ว่าจะเป็นการบอกหรือเล่าเรื่องอะไรให้ใครฟัง โครงสร้างประโยคนี้ก็จะแว็บขึ้นมาให้เราได้ใช้ในทันที เพราะมันเป็นอะไรที่ใช้ง่ายและใช้ได้กับหลายสถานการณ์เลยค่ะ

‘ประธาน + กริยาช่อง 1’ 

  1. ใช้พูดถึงข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ หรือความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น The sun rises in the east and sets in the west. ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก
  2. ใช้พูดถึงกิจวัตรประจำวัน หรือการกระทำที่ทำจนติดเป็นนิสัย อย่างเช่น He takes the bus to school every day. เขานั่งรถประจำทางไปโรงเรียนทุกวัน
  3. ใช้เพื่อบอกทิศทาง หรือให้คำแนะนำ อย่างเช่น Turn off the light when you left the room. ปิดไฟทุกครั้งก่อนออกจากห้อง

ถ้าใครยังไม่มั่นใจในโครงสร้างและวิธีใช้ประโยค Present Simple Tense การที่เรารู้ว่าคำบอกเวลาไหนควรจะใช้กับ Tenses ไหนจะทำให้เราสามารถเข้าใจไวยากรณ์เรื่องนี้ได้ดีขึ้นมากเลยล่ะค่ะ ซึ่งคำบอกเวลาสำหรับ Simple Tense นี้ก็มีหลากหลายมากมายทั้ง Adverb of Frequency ที่ประกอบไปด้วย Always, Usually, Often, Seldom, etc. และ Adverb of Time อย่าง Every month หรือ Every + วันเวลาต่างๆ นั่นเองค่ะ

Photo credit: Ginsengenglish.com
Photo credit: Ginsengenglish.com

บอกเลยว่า 5 Tenses ที่พี่หยิบยกมาในวันนี้เป็น 5 Tenses ที่เราเจอได้บ่อยที่สุด! ซึ่งถ้ามองในแง่ของช่วงเวลาที่แบ่งได้เป็น Present, Past, และ Future แล้วก็จะพบว่า ประโยคที่เราใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน และประโยคที่เราพบได้ในหนังสือหรือเอกสารวิชาการเป็น Present Tense ไปมากถึง 68.9% และ 87.1% ตามลำดับ ส่วนถ้าเป็นหนังสือนิยายหรือเรื่องแต่ง นักเขียนก็มักจะเลือกใช้ Past Tense ในการเล่าเรื่องเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

Photo credit: Ginsengenglish.com
Photo credit: Ginsengenglish.com

ส่วนถ้าจะมองในแง่ของเงื่อนไขประโยคที่แบ่งออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ Simple, Progressive (Continuous), Perfect, และ Perfect Progressive (Perfect Continuous) ก็จะพบว่าประโยคในรูปแบบของ Simple Tense จะถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดถึง 85% ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนและเมื่อไหร่เลยล่ะค่ะ เรียกว่าถ้าเอาเรื่องของช่วงเวลาและเงื่อนไขมารวมเข้าด้วยกันแล้ว ‘Present Simple Tense’ ก็ถูกใช้บ่อยแบบยืนหนึ่งสมอันดับที่ได้จริงๆ ค่ะ

Photo credit: Giphy.com
Photo credit: Giphy.com

สุดท้ายนี้พี่ก็ขอแอบกระซิบบอกน้องๆ ว่าไวยากรณ์เรื่อง ‘Tenses’ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากกก ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการสอบ ไวยากรณ์เรื่องนี้ก็มักจะไปปรากฏให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นถ้าใครยังสับสนกับวิธีใช้หรือยังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างประโยคก็อย่าลืมไปทบทวนทำความเข้าใจกันด้วยน้า ^^

ที่มา : www.dek-d.com