วิเคราะห์การเมือง : วาระแห่งชาติ รวมพลังฝ่าโควิด

SHARE

“ประยุทธ์” ยกระดับคุมเข้มสังคมตอบสนอง “ยาแรง”

“สงครามโรค” หายนะเทียบเท่า “สงครามโลก”

ตามปรากฏการณ์แบบที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ (UN) เตือนทุกประเทศด้วยความวิตกกังวลถึงวิกฤตการณ์ระบาดใหญ่เชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของประชาคมโลก นับตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

และผลกระทบจากวิกฤติไวรัสมรณะที่จะต้องเกิดตามมา จะสร้างความถดถอยอย่างหนักให้แก่นานาประเทศทั่วโลก ชนิดที่เหตุการณ์เลวร้ายในอดีตที่ผ่านมาไม่อาจเทียบเท่านำมาเปรียบเทียบได้

ในภาวะผู้ติดเชื้อทั่วโลกพุ่งทะลุหลักล้าน เสียชีวิตทะลัก 5 หมื่นราย

ผู้คนหนีตายจากไวรัสมรณะถล่มเมืองยิ่งกว่าฉากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ภาพโกลาหลประชาชนชาวอินเดียทะลักออกจากเมืองหลวง หลังรัฐบาลสั่งล็อกดาวน์ห้ามเคลื่อนย้ายสกัดการแพร่ระบาด

ยอมเดินเท้ากลับบ้านเกิดเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตร เหนื่อยขาดใจตายระหว่างทาง

นั่นก็ยังไม่เท่ากับบทโหดๆอย่างประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ที่แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ไฟเขียวให้ทหารและตำรวจยิงผู้ฝ่าฝืนมาตรการปิดเมืองได้ทันทีหากก่อความไม่สงบ

สยบม็อบชุมชนแออัดที่ก่อจลาจลไม่พอใจการแจกอาหารของเจ้าหน้าที่

“มิคสัญญี” ทั่วโลก คนกลัวตายจากเชื้อโรคร้ายพอๆกับกลัวอดตาย

ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดในประเทศไทย แม้จะอยู่ในอันดับที่ 35–36 ของโลก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่วิกฤติในแถบตะวันตกอย่างอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ที่โดนไวรัสถล่มอ่วมหนักหนาสาหัสมาก จากตัวเลขไทยเรายังเบากว่า แต่ก็ยังอยู่ในห้วงเฝ้าระวังอย่างซีเรียส

เพราะกราฟสถิติผู้ติดเชื้อรายวันและยอดสะสมยัง “สูงชัน” ต่อเนื่อง

นั่นหมายถึงเรื่องของมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยังไม่ได้ผลชะงัด ยุทธการสกัดการแพร่ระบาดข้ามพื้นที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

ประชาชนยังเดินทางกันปกติ คนยังทำตัวเป็นพาหะแพร่เชื้อ

อะไรก็ไม่เท่ากับพวกไร้สำนึก ไม่รู้สึกรู้สา ไม่รู้สึกว่า กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติความเป็นความตาย

ยังนัดปาร์ตี้สังสรรค์ ตั้งวงกินเหล้ากันบันเทิงเริงใจ

นั่นจึงต้องยกระดับ เพิ่มโดส “ยาแรง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หรือ ศบค. ได้ลงนามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 2)

ประกาศ “เคอร์ฟิว” ทั่วประเทศ

ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกาถึง 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น เว้นแต่มีความจำเป็นหรือเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ หนังสือพิมพ์ การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่งพัสดุภัณฑ์ การขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าหรือส่งออก ฯลฯ

และยังห้ามการเดินทางจากต่างประเทศเข้าราชอาณาจักร ไม่ว่าคนต่างชาติหรือคนไทย

ยกระดับจากขอความร่วมมือเป็นการ “บังคับ” ด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะมีการประเมินตลอด 1 สัปดาห์ หากตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิว ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยแนวโน้มสถานการณ์ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ล่วงหน้า ถ้าสถิติผู้ติดเชื้อตัวเลขกราฟไทยยังสูงชันต่อเนื่อง ไวรัสโควิดลามไม่หยุด ยังไงก็หนีไม่พ้น “ล็อกดาวน์”

“กักตัว” ทั่วประเทศ บังคับให้คนอยู่แต่ในบ้านหยุดคน เป็นพาหะแพร่เชื้อ

และก็เชื่อได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ พร้อมปฏิบัติตามมาตรการ เพราะถึงวันนี้ผู้คนส่วนมากก็คุ้นชินกับวิถีชีวิตประจำวันที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน งัดกฎหมายพิเศษควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19

ชาวบ้านร้านตลาดไม่ออกมาเดินขวักไขว่ คนในเมืองจะออกจากบ้านมาเฉพาะตอนจ่ายตลาดซื้ออาหารของใช้จำเป็น ข้าราชการสลับเข้าทำงาน พนักงานบริษัทใช้ “เวิร์ก ฟอร์ม โฮม” ทำงานจากบ้าน

พร้อมสำหรับการ “ล็อกดาวน์” ปิดเมืองสกัดไวรัสมรณะ

มาถึงจุดนี้ แม้แต่ภาคธุรกิจเอกชนก็สนับสนุนให้ผู้นำรัฐบาลใช้มาตรการเข้มข้นในการสกัดการแพร่ระบาดของโควิด–19 แบบ “เจ็บแต่จบ” ต้องเอาให้อยู่

พลังหนุน “บิ๊กตู่” เต็มพิกัด ในฐานะแม่ทัพสู้ศึกสงครามไวรัสล้างโลก

ตามยุทธศาสตร์ที่กระตุกความเชื่อมั่นในตัวผู้นำกลับคืนมา ประชาชนคนไทยเชื่อนายกฯนำมาถูกทาง กับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจให้ทีมแพทย์เป็น “ผู้นำความคิด” ในการวางยุทธศาสตร์รับมือโควิด–19 โดยรัฐบาลพร้อมเป็นฝ่ายสนับสนุนในทุกมิติ

ตัดการเมือง เกมอำนาจและผลประโยชน์ออกจากสารบบ

มอบบทฮีโร่ให้ “นักรบเสื้อขาว” แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข เป็นด่านหน้าในการสกัดไวรัส ปฏิบัติการรบกับ “ศัตรูที่มองไม่เห็น” แบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

ท่ามกลางเสียงปรบมือ กระแสให้กำลังใจทีมบุคลากรทางการแพทย์

อีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีก็มอบธงให้ “นักรบเสื้อสูท” เป็นทัพหลังในการดูแลปากท้องประชาชน ประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศให้ขับเคลื่อนได้ในภาวะไวรัสล้อมเมือง

ทำให้ชาวบ้านอุ่นใจ ไม่ “อดตาย” ผู้ประกอบการมั่นใจไม่ถอนสมอ

กับการอัดฉีด “เสบียง” ชุดใหญ่ ภายใต้มาตรการที่ทีมเศรษฐกิจ โดยการนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มือเศรษฐกิจ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ

เปิดแผนเยียวยาเศรษฐกิจในระยะ 3 ต่อเนื่องระยะ 4

ครอบคลุมทุกมิติในระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เยียวยาประชาชน คนมีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกร เน้นการลดภาระหนี้ให้ กลุ่มสองเป็นการดูแลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในห้วง 3 เดือนข้างหน้า เน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และกลุ่มที่สาม เป็นการสร้างหลักพิงให้ตลาดเงินตลาดทุนของประเทศเพื่อให้ทั้งระบบไม่หยุดชะงัก

ภายใต้กรอบวงเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศไทย

โดยส่วนหนึ่งมาจากการตัดโอนงบประมาณใน พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ อีกส่วนเป็นการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจแบงก์ชาติออก soft loan บริหารเงิน ภายในระบบเงินฝากของประเทศ และให้อำนาจกระทรวงการคลังออก พ.ร.ก.กู้เงินมาเพิ่มเติม

แข่งกับโควิดที่เร็วทะลุนรก “สมคิด” ต้องเร่งชงเข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้านี้เลย

ไม่ใช่แค่ป้องกัน แก้ไข เยียวยา แต่ข้ามช็อตไปถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจบวิกฤติไวรัสมรณะ

ทั้งหมดทั้งปวง มันคือการแสดงภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ดึงความมั่นใจกลับคืนมา สังคมเชื่อนายกฯนำมาถูกทาง บวกกับความเป็น “มือบริหารอาชีพ” ของทีม “สมคิด” ที่คิดวางแผนรัดกุม จบทั้งกระบวนการ ไม่ได้แค่ทำให้คนอุ่นใจในความปลอดภัยจากมหันตภัยโรคร้าย

แต่สร้างความมั่นใจให้คนไทยในชีวิตหลังผ่าน “สงครามโรค”

และมาถึงจุดที่เหตุ “วิปโยค” ได้กระตุกพลังแฝงอันแข็งแกร่ง อารมณ์ร่วมเชิงบวกที่แฝงอยู่ในสังคมไทย

“วาระแห่งชาติ” ฝ่าโควิด–19

ภาพข่าวที่เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง แม่ค้า พ่อค้า ร้านอาหารตามสั่งเล็กๆแต่ใจใหญ่ ควักกระเป๋าเงินส่วนตัวลงทุนทำอาหาร ข้าวกล่องแจกฟรีให้กับประชาชนคนมีรายได้น้อย

ดารานักแสดงคนดังแห่บริจาคเงินให้โรงพยาบาลเป็นหลักล้าน เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในการดูแลรักษา

ผู้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสมรณะ

ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจยักษ์เครือ ปตท. กลุ่มพีทีทีโกลบอล เคมีคอล เครือซีพี กลุ่มอุบลไบโอเอทานอล ฯลฯ ต่างทุ่มคืนกำไรสังคม ระดมทุนบริจาคชุดกาวน์ทางการแพทย์ หน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อให้โรงพยาบาลแจกจ่ายให้ประชาชนทั่วไป

น้ำใจคนไทยได้เห็นกันยามยาก

แม้แต่การเมืองก็เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่คาดว่าจะได้เห็นในภาวะปกติ

เมื่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้เจอโจทย์ปัญหาที่ใหญ่และหนักหนาสาหัสจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ซึ่งกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ ทั้งทางด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคร่วมฝ่ายค้าน พร้อมอย่างยิ่งที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลทั้งในด้านการจัดสรรงบประมาณ การออกกฎหมายเร่งด่วน และการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์ เพื่อเราจะได้ฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

อารมณ์แบบที่ผู้สันทัดการเมืองมองไปถึงภาพ “รัฐบาลแห่งชาติ”

เงื่อนไขสถานการณ์เปิดกว้าง เส้นทางปรองดองธรรมชาติ พรรคพลังประชารัฐจับมือพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ

เพื่อชาติและประชาชน ฟื้นฟูประเทศที่ต้องเสียหายหนักจากวิกฤติไวรัสมรณะถล่มโลก

ทิ้งการเมืองเน่าๆให้ตายไปกับเชื้อโควิด.