“พิศิษฐ์” ลั่นไม่ถอนชิงผู้ว่าฯ สตง.โวย สนช.ออก กม.ลูกสกัดกั้นเป็นไปตามนิติธรรมหรือไม่

24

อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชมร่างกฏหมายลูกตรวจเงินแผ่นดิน ให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้เป็นนวัตกรรมใหม่ ยันไม่เกี่ยวตรวจสอบสำนวน รูปคดี ยกคำสั่ง คสช.การันตียังลงสมัครผู้ว่าฯ สตง.อีกได้ ถาม สนช.ออกบทเฉพาะกาลสกัดกั้น เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ ไม่รู้ทำไมต้องทำ สวนบางคนในอดีตก็เคยหนุนให้ผู้ว่าฯ อยู่ต่อ แต่คราวนี้กลับกัน ลั่นไม่ถอนตัว โยน กก.สรรหาพิจารณา

วันนี้ (20 ต.ค.) นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่มีเนื้อหาให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล โดยยึดหลักการว่าองค์กรอิสระที่มีอำนาจในการตรวจสอบก็จะถูกตรวจสอบได้ด้วยเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับสตง.ที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินก็ต้องถูกผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบด้วย การออกแบบของ กรธ.ครั้งนี้กำหนดเพียงแค่เจ้าหน้าที่ในกรณีที่เมื่อตรวจเงินแผ่นดินแล้วพบว่ามีพยานหลักฐานเชื่อว่ามีการกระทำในทางมิชอบก็สามารถตรวจสอบต่อได้ แต่มีขั้นตอนว่าเมื่อรวบรวมหลักฐานเสร็จจะต้องส่งประธาน ป.ป.ช. ว่าพบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่มีปัญหา เป็นวิธีการเดียวกับที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบคนอื่น ถือเป็นวิธีชั้นสูงกว่าการสอบสวนแล้วชี้มูลกล่าวโทษ จึงเห็นว่ามีลักษณะคุ้มครองมากกว่า

นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่วิตกกังวลว่าจะไปล่วงล้ำในเรื่องของสำนวน ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เป็นเจ้าพนักงานไต่สวน ไต่สวนคดีจะถูกรบกวนนั้น ตนเห็นว่าในเรื่องการตรวจสอบการเงิน ไม่มีเรื่องที่ต้องไปตรวจสอบสำนวน หรือรูปคดี แต่ก็เห็นใจเพราะเป็นเรื่องใหม่ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นกฎหมายก็ต้องยอมรับเพราะทุกหน่วยงานต้องตรวจสอบถ่วงดุลเช่นนี้ เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าปราศจากการตรวจสอบ แต่คนทำงานในป.ป.ช.ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลด้วย

สำหรับกรณีที่ร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวกำหนดไว้ในบทเฉพาะการมาตรา 108 วรรคท้ายว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง.ก่อนกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ให้ถือว่าเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง.มาก่อน ส่งผลให้อดีตผู้ว่า สตง.จะมีปัญหาในการลงสมัครรับการสรรหาผู้ว่าสตง.ใหม่นั้น นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายในปัจจุบันตนมีสิทธิลงสมัครรับการสรรหา โดยยึดตามคำสั่ง คสช.ที่71/2557 ซึ่งได้ดูอย่างรอบคอบแล้วว่าผู้สมัครเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและดำรงตำแหน่งแล้วยังสามารถสมัครได้อีก 1 วาระ อย่างน้อย 2 ปี ซึ่งคำสั่งนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้นตนจึงมีคุณสมบัติที่จะลงสมัครได้ โดยถือว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งใดในองค์กรอิสระตามความหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ยอมรับ จึงไปกำหนดในบทเฉพาะการมาตรา 108 เพื่อสกัดกั้น ซึ่งการถือว่าเคยดำรงตำแหน่งตามกฎหมายอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ออกมามีผลบังคับใช้แล้วให้ถือว่าเป็นหนึ่งวาระ จะเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมคงจะรับทราบและตรวจสอบได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และสังคมต้องตั้งคำถามด้วยว่าเขียนกฎหมายมาตรานี้ออกมาแล้วบ้านเมืองได้ประโยชน์อย่างไร

เมื่อถามว่า เชื่อว่าการเขียนในมาตรา 108 เป็นการสกัดกั้นนายพิศิษฐ์ ใช่หรือไม่ นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า พอจะเห็นได้อยู่ เพราะตอนนี้ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง. แต่กลับเขียนย้อนไปว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ จึงพอทราบเจตนารมณ์อยู่ ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ในทางวิชาการไม่เคยเกิดขึ้น แต่ตนก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมต้องมาสกัดกั้นตน ตลอดการทำงานทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ โดยไม่คำนึงว่าจะกระทบกับใครเป็นการเฉพาะ คิดถึงแต่การดูแลเงินแผ่นดิน

“ในอดีตคนที่อภิปรายสนับสนุนมาตรานี้ เคยอภิปรายในสมัยที่เป็น ส.ว.สนับสุนนให้ผู้ว่า สตง.ท่านหนึ่งที่อายุพ้นเกณฑ์ไปแล้วให้มีสิทธิ์กลับมาสมัครใหม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า การที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนไม่ถือว่าเป็นหนึ่งวาระ แต่ครั้งนี้กลับเขียนกลับกัน แสดงให้เห็นว่าคนเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตามผมจะไม่ถอนตัวจากการลงสมัคร เพราะไม่มีข้อห้าม ซึ่งคณะกรรมการสรรหาจะเป็นผู้พิจารณา โดยคณะกรรมการสรรหาไม่เกี่ยวข้องกับประธานทั้ง 3 ศาล เป็นเรื่องของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เป็นผู้สรรหา ผมมีหน้าที่นำเสนอแนวคิดการทำงานตามนโยบาย คตง.ชุดปัจจุบันอย่างไร แต่ถ้าหลังจากกฎหมายออกแล้ว โดยไม่มีการแก้ไขมาตรา 108 ก็ต้องเคารพไปตามนั้น แต่ระหว่างนี้หากมีการพิจารณาทบทวนว่าขัดหลักนิติธรรมแล้วจะแก้ไขก็เป็นเรื่องของ สนช.หรือขั้นตอนที่ส่งไปยังนายกฯที่จะพิจารณาทบทวน โดยผมจะไม่ยื่นเรื่องถึงนายกฯ ให้เป็นอำนาจของนายกฯ พิจารณาโดยไม่ขอก้าวล่วง”นายพิศิษฐ์ กล่าว