ฝึกภาษาผ่านการดูหนัง! รวม 7 หนังดีสุดปัง ช่วยอัปสกิลพูด-ฟัง พร้อมเพิ่มคลังศัพท์แบบนับไม่ถ้วน

            สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่า ช่วงนี้เปิดเทอมแล้วเป็นยังไง เครียดจากการเรียนกันบ้างไหมคะ ถ้าใครรู้สึกอยากพักจากเนื้อหาหนักๆ แต่ก็ไม่อยากปล่อยเวลาอันมีค่าให้ผ่านไปเฉยๆ พี่ว่าการดูหนังฝรั่งก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีและมีประโยชน์มากเลยค่ะ เพราะนอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมที่ทั้งสนุกและทำให้ผ่อนคลายได้แล้ว การดูหนังยังจะช่วยเพิ่มคลังศัพท์ อัปสกิลการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ และยังช่วยทำให้เราได้เข้าใจวัฒนธรรมและบริบทของภาษาแบบออริจินอลอีกด้วยค่ะ
             วันนี้พี่ปุณเลยถือโอกาสรวบรวม 7 หนังดังที่ต้องดู! มาให้น้องๆ ได้ติดตามกัน บอกเลยว่าแต่ละเรื่องคือสนุกสุดปัง แถมยังเหมาะสำหรับคนที่อยากจะพัฒนาสกิลภาษาอังกฤษอีกด้วย ว่าแล้วก็อย่ารอช้าไปดูกันดีกว่าว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
Trick ก่อนดู!     สำหรับใครที่อยู่ในขั้นเริ่มต้นหรือยังไม่ค่อยมั่นใจในสกิลภาษาของตนเอง ก็อาจจะเริ่มจากการเปิดทั้ง Subtitles ภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไปก่อน แล้วถ้ารู้สึกคุ้นชินเมื่อไหร่ค่อยลดเหลือแค่ซับภาษาอังกฤษหรือปิดไปเลยก็ได้ค่ะ การฝึกฝนด้วยวิธีค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้จะช่วยให้เราได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ที่มีโอกาสใช้ได้บ่อยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังช่วยให้เราเห็นภาพกว้างๆ และเข้าใจในสิ่งที่หนังต้องการสื่อสารกับเราอีกด้วยค่ะทุกคน!

High School Musical (2006)

            มาเริ่มกันที่ ‘High School Musical’ หนังมิวสิคัลเรื่องดังจาก Walt Disney หนังเรื่องนี้มีทั้งหมด 3 ภาค แต่ละภาคก็จะมีการดำเนินเนื้อเรื่องที่แตกต่างหนังกันออกไป อย่างภาคแรกจะเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ‘Troy Bolton’ หนุ่มนักบาสตัวท๊อปของโรงเรียนกับ ‘Gabriella Montez’ สาวสวยนักเรียนใหม่ที่มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง พวกเขาบังเอิญเจอกันครั้งแรกในงานปาร์ตี้และหลังจากนั้นเสียงเพลงและสถานการณ์อันวุ่นวายก็ดลบันดาลให้พวกเขาได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันจนพัฒนาเป็นความสัมพันธ์อันสุดแสนจะโรแมนติก ><
            ขอคอนเฟิร์มตรงนี้เลยว่าดีทุกภาค ไม่ว่าเนื้อเรื่องตัวละครจะถูกปรับถูกเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความสนุกและความอลังการของโปรดักชันก็ยังคงไว้ให้เราได้เห็นอยู่ตลอด ส่วนใครที่อยากจะอัปสกิลการฟังยิ่งต้องห้ามพลาดเพราะนอกจากตัวประโยคและบทสนทนาในเรื่องนี้จะค่อนข้างฟังง่าย เข้าใจง่าย และไม่ค่อยซับซ้อนแล้ว เพลงประกอบก็ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ช่วยทั้งเรื่องการฝึกฟังและเพิ่มคลังศัพท์ให้ด้วย ถูกใจแฟนหนังอย่างพี่เป็นที่สุดค่ะ

Pitch Perfect (2012)

            อีกหนึ่งหนังมิวสิคัลน้ำดีที่สร้างความประทับใจให้คนดูตั้งแต่ภาคหนึ่งจนถึงภาคสาม เพราะนอกจากเรื่องราวมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่เกิดขึ้นจากการรวมวงเพื่อแข่งขันร้องเพลง Acapella จะลึกซึ้งกินใจจนใครหลายคนต้องเสียน้ำตาให้แล้ว ‘Pitch Perfect’ ยังเป็นหนังดังที่ขนเอานักแสดงคุณภาพมารวมกันไว้อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น Anna Kendrick, Rebel Wilson, Brittany Anne Snow หรือ Skylar Astin Lipstein ก็มาปรากฏให้เราเห็นแบบตัวเป็นๆ ในเรื่องนี้ด้วยค่ะ 
            ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดชีวิตของกลุ่มเพื่อนในมหาวิทยาลัย เราจึงจะได้ยินคำสแลงภาษาอังกฤษค่อนข้างเยอะตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเลยค่ะ แต่ถึงภาษาที่ตัวละครใช้จะไม่ใช่ภาษาทางการ สำเนียงและการออกเสียงผ่านบทพูดและบทเพลงที่ค่อนข้างชัดและเป็นเอกลักษณ์ก็สามารถช่วยพัฒนาทั้งการพูดและการฟังของเราได้ไม่แพ้หนังเรื่องไหนเลยค่ะ ใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงก็เก็บหนังเรื่องนี้เข้าลิสต์ไว้ได้เลย

American Promise (2013)

            ‘American Promise’ เป็นหนังสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต 13 ปีของ ‘Idris’ และเพื่อนสนิทอย่าง ‘Seun’ ทั้งคู่เป็นเด็กชายชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่มาอยู่อาศัยในอเมริกา แม้ว่าความฉลาดและความสามารถของพวกเขาจะทำให้คนใน Dalton โรงเรียนดังที่มีนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวผิวขาวยอมรับได้ แต่ชีวิตวัยเรียนของพวกเขาก็ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนเด็กคนอื่นๆ เลยละค่ะ พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองให้ทั้งเพื่อน ครู และสังคมยอมรับ ใครเป็นคอหนังสารคดีบอกเลยว่าเรื่องนี้ต้องห้ามพลาด! เพราะนอกจากตัวหนังจะให้เผยให้เห็นมุมมองเรื่องความแตกต่างทางสังคมแล้ว เราในฐานะผู้ชมยังจะได้เรียนรู้บริบททางวัฒนธรรมของอเมริกาอีกด้วย พี่เชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะให้ข้อคิดดีๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนอย่างแน่นอน พูดอย่างเดียวคงไม่พอขอการันตีคุณภาพด้วย 2 รางวัล ‘Sundance Film Festival’ และ ‘New York Film Festival 2013’ ไปเลยค่า

Monsters University (2013)

                        พักจากสารคดีมาเอาใจสายแอนิเมชันกันหน่อย! น้องๆ หลายคนคงเคยได้ดูและรู้จักกับสองมอนสเตอร์คู่ซี้ Sully และ Mike ที่ได้ปรากฏตัวให้เห็นครั้งแรกในหนังเรื่อง ‘Monster Inc.’ แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวตอนที่ทั้งคู่เติบโตอยู่ในวัยทำงานและได้ใช้ชีวิตอิสระตามที่ต้องการแล้ว แต่กว่าที่จะมาซี้กันขนาดนี้ พวกเขาก็ต้องฝ่าฝันเรื่องราวสุดวุ่นวายในรั้ว ‘Monsters University’ สถานที่แรกที่ทำให้พวกเขาได้เจอกันนั่นเองค่ะ ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นแอนิเมชันทำให้โครงสร้างประโยคและคำศัพท์ที่เราจะได้เจอมันอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกสกิลการฟังภาษาผ่านการดูหนังแบบสุดๆ บอกตรงนี้เลยว่าตลอด 1 ชั่วโมง 44 นาทีที่หนังดำเนินไปน้องๆ จะสามารถเก็บศัพท์ไปใช้ได้แบบนับไม่ถ้วนเลยค่ะ ใครที่กำลังมองหาหนังสร้างแรงบันดาลใจที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะและคอนเทนต์มิตรภาพระหว่างเพื่อนละก็ พี่ขอแนะนำเรื่องนี้เลยยย

Whiplash (2014)

            ‘Whiplash’ ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘Andrew Neyman’ หนุ่มมือกลองมากความสามารถ ความทะเยอทะยานและความต้องการเป็นนักดนตรีอาชีพทำให้เขาตัดสินใจเข้ารับการฝึกกับ ‘Terence Fletcher’ เทรนเนอร์ชื่อดังแห่งวงการดนตรีแจ๊ส การฝึกฝนครั้งนี้เป็นไปอย่างเข้มข้นและหนักหน่วง เขาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลาแทบจะทั้งหมดที่เขามีไปกับการตีกลอง จนต้องเลิกกับแฟน ต้องห่างจากครอบครัว แต่พอนานวันไป Andrew ก็เริ่มจัดการกับตารางชีวิตของตัวเองไม่ได้ เขาต้องแบกรับทั้งความคาดหวัง ทั้งความกดดันเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ความพยายามครั้งนี้จะทำให้เขาประสบความสำเร็จและสามารถเป็นนักดนตรีที่ดีได้หรือไม่ ไปติดตามกันต่อได้ในหนังเลยค่า
            ด้วยความที่ ‘Whiplash’ เล่าถึงเรื่องราวของผู้ใหญ่วัยทำงาน ภาษาที่พูดกันในหนังเลยอาจจะฟังยากขึ้นมาหน่อย แต่รับรองว่าถ้าได้ดูคือจะมีประโยชน์กับการเรียนภาษาอังกฤษของน้องๆ มาก เพราะนอกจากจะได้ซึมซับการออกเสียงและสำเนียงแบบอเมริกันแท้ๆ แล้ว หนังเรื่องนี้ยังมีการใช้ ‘Phrasal Verbs’ หรือกริยาวลีที่ค่อนข้างหลากหลายในบทสนทนาอีกด้วย ที่พี่พอจำได้ก็อย่างเช่น ‘mess with somebody’ ที่แปลว่า กวนใจ / สร้างปัญหาให้ และ ‘take somebody out’ ที่มีความหมายทั่วไปว่าการพาออกไปข้างนอกโดยมีการวางแผนไว้แล้ว แต่สามารถใช้เป็นคำสแลงซึ่งแปลว่า ลอบสังหาร / สั่งเก็บ ได้นั่นเอง

Spare Parts (2015)

            
                        ‘Spare Parts’ เป็นหนึ่งในหนังสร้างแรงบันดาลใจที่พี่อยากจะเอามาแชร์ให้น้องๆ ได้ดูกัน เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กมัธยม 4 คนที่ใฝ่ฝันอยากจะชนะการแข่งขันประกอบหุ่นยนต์ พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจาก ‘George Lopez’ ในการจัดตั้งชมรมหุ่นยนต์ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำตามความฝันในครั้งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ แต่ George ก็ยังมองเห็นพรสวรรค์และออร่าวิบวับที่เปล่งประกายออกมาจากตัวพวกเขา และถึงประเด็นปัญหาของหนังเรื่องนี้จะดูเครียดๆ ไปหน่อยแต่เชื่อเถอะค่ะว่าบทสรุปของมันสวยงามมากจริงๆ แถมระหว่างทางเรายังจะได้เจอะเจอกับคำศัพท์ใหม่ๆ และได้รับแง่คิดที่จะช่วยปลุกกำลังใจในการเรียนอีกด้วยค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้จะจบยังไง พวกเขาทั้ง 5 จะสามารถเอาชนะแชมป์เก่าตัวเต็งจากมหาวิทยาลัยดังด้านเทคโนโลยีได้หรือไม่ ก็ตามไปลุ้นกันในหนังได้เลย

To All The Boys I’ve Loved Before (2018)

            ปิดท้ายกันไปด้วยหนังแนวน่ารักสดใสวัยรุ่นชอบจาก Netflix ‘To All The Boys I’ve Loved Before’ เป็นนวนิยายโรแมนติกที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง เนื้อเรื่องโฟกัสไปที่ชีวิตของ ‘Lara Jean’ เด็กสาวธรรมดาที่ริจะมีความรักในวัยเรียน ทุกครั้งที่เธอแอบชอบหนุ่มคนไหน เธอก็จะแอบเขียนจดหมายบอกรักและเก็บซ่อนมันไว้ในกล่องใต้เตียง แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องราววุ่นๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อจดหมายทั้ง 5 ฉบับถูกส่งไปยังที่อยู่ตามจ่าหน้าซอง ถ้าใครอยากรู้ว่าความผิดพลาดครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของลาร่าไปอย่างไรและเธอจะสามารถจัดการกับชายที่เธอ(เคย)หมายปองได้หรือไม่ ตามไปดูต่อกันในหนังได้เลยค่า ขอแอบกระซิบว่าหนังเรื่องนี้มีภาค 2 ให้ติดตามกันแล้วนะ!
            ถ้าใครยังลังเลว่าจะดูหนังเรื่องนี้ดีไหม พี่ก็ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันเลยว่ามันดีจริงๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะมีศัพท์น่าสนใจให้เราได้เรียนรู้ผ่านทั้งบทบรรยายและบทสนทนาแล้ว หนังเรื่องนี้ยังถ่ายทอดบริบททางสังคมเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและคนในครอบครัวเดียวกันอีกด้วย ครบรสกว่านี้ไม่มีอีกแล้ววว
            จบไปแล้วกับหนังทั้ง 7 เรื่องที่จะช่วยอัปสกิลภาษาอังกฤษทั้งด้านการพูด การฟัง และเพิ่มคลังคำศัพท์ให้กับน้องๆ ทุกคน แต่ละเรื่องก็จะมีความยาก-ง่ายและแฝงเทคนิคการเรียนภาษาที่แตกต่างกันไป บางเรื่องก็ฟังง่าย สำเนียงชัด เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหัดใหม่ๆ แต่บางเรื่องก็แอบจะฟังยากขึ้นมาหน่อย ใครชอบเรื่องไหน เลเวลไหนก็ตามไปดูกันได้เลยค่ะ รับรองว่า ‘การเรียนภาษาอังกฤษผ่านการดูหนังฝรั่ง’ จะต้องถูกใจและตอบโจทย์ใครหลายคนที่อยากจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน!

ที่มา : www.dek-d.com