จ้อไม่หยุด! รวม 8 ทริคอัปสกิล “การพูดภาษาอังกฤษ” จะพรีเซนต์-สนทนาก็ทำได้คล่องปรื๋อ

              สวัสดีค่ะชาว Dek-D … กลับมาพบกับคอลัมน์ English Issues กันอีกเช่นเคย พูดถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนภาษาต่างประเทศแล้ว ทุกคนก็ล้วนอยากสื่อสารภาษานั้นๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและเข้าใจ แต่ก็ยอมรับว่าการฝึกสกิลการพูดนั้นเป็นอะไรที่หินมากๆ เพราะเราไม่ได้มีเวลาคิดในการโต้ตอบเยอะเหมือนการเขียน ดังนั้นจึงต้องอาศัยการฝึกจนคุ้นชินนั่นเองค่ะ วันนี้พี่เลยมีทริคที่จะช่วยในการฝึกพูดภาษาอังกฤษมาฝากกัน ไม่ว่าภาษาอังกฤษจะอยู่ในระดับไหนก็สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงแน่นอน (แต่ต้องพยายามใช้ด้วยนะ!) จะมีทริคไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ


Photo Credit:   https://www.freepik.com/

ผิดไม่กลัว กลัวไม่พูด

             ต้องบอกว่าข้อแรกนี่สำคัญที่สุดเลยค่ะ สาเหตุนึงที่หลายๆ คนไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษก็เพราะกลัวพูดผิดแล้วโดนว่าหรือล้อเลียน ผิดไวยากรณ์บ้าง สำเนียงไม่เป๊ะบ้าง แต่ว่าขอให้มั่นใจและกล้าที่จะพูดเข้าไว้เพราะไม่มีใครเก่งได้ตั้งแต่การพูดครั้งแรกค่ะ ในช่วงแรกๆ อาจจะตะกุกตะกักติดขัดหรือผิดแกรมมาร์บ้างก็ไม่เป็นไร เน้นให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อเป็นหลัก    ยิ่งเวลาพูดผิดนั้นครั้งต่อไปเราจะได้จำได้ว่าควรพูดอะไรแทน เป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาด แถมการฝึกพูดเรื่อยๆ ก็ทำให้เรานึกถึงคำที่ถูกต้องหรือควรใช้ได้เร็วขึ้นด้วยนะ

             แต่สำหรับคนที่ฝึกพูดจนสื่อสารได้คล่องประมาณนึงแล้วควรกลับมาใส่ใจกับไวยากรณ์ให้มากขึ้นสักหน่อย เพื่อให้ทักษะการพูดของเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

เน้นการออกเสียงก่อนสำเนียง

             ปัญหาอย่างหนึ่งในการสื่อสารกับชาวต่างชาติก็คือเค้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อ ทั้งๆ ที่เราก็มั่นใจว่าเราเลือกใช้คำอย่างถูกต้องแล้ว นั่นอาจเป็นเพราะเราออกเสียงไม่ถูกต้อง    ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการออกเสียงที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องของสำเนียงแต่อย่างใด แต่เป็นการออกเสียงพยัญชนะ ตัวสะกด และการเน้นเสียงให้ตรงกับพยางค์ที่ถูกต้อง อย่างในภาษาไทยนั้นเราจะเน้นหนักกันทุกพยางค์ แต่ภาษาอังกฤษจะมีพยางค์ที่ออกเสียงหนักเบาแตกต่างกันไปค่ะ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า Computer ภาษาไทยเราจะออกเสียงว่า /คอม-พิ้ว-เต้อ/ พยางค์สุดท้ายนี่ชัดมากก แต่ภาษาอังกฤษนั้นจะเน้นแค่พยางค์กลางเท่านั้น ส่วนพยางค์สุดท้ายออกเสียงเบาๆ  เป็น    /เคิม-พยู้-เท่อะ/ ค่ะ

             นอกจากนี้ควรพยายามออกเสียงพยัญชนะหรือตัวสะกดให้ชัดที่สุด อย่างภาษาอังกฤษเสียง /R/ กับ /L/ นั้นต่างกันมาก ถ้าออกเสียงผิดอาจเข้าใจกันไปคนละเรื่องเลย เช่น I wanna eat rice ฉันอยากกินข้าว ถ้าน้องๆ พูดเป็น lice ก็จะกลายเป็นอยากกินเหาไปแทนซะอย่างนั้น ส่วนตัวสะกด เช่น T หรือ D ก็อย่าลืมเติมเสียง /เทอะ/ หรือ /เดอะ/ เบาๆ ข้างหลังด้วยนะคะ เวลาที่ต้องพูดจริงๆ มันจะได้ออกมาแบบอัตโนมัติเลย


Photo Credit:   https://www.freepik.com/

รับบทนกขุนทองด้วยการอ่านออกเสียง


หากยังไม่รู้ว่าจะฝึกออกเสียงยังไงดี หนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างความคุ้นชินก็คือเวลาเจออ่านอะไรเป็นภาษาอังกฤษก็พยายามพูดออกเสียงออกมาด้วย การอ่านออกเสียงก็เป็นเรื่องที่ช่วยได้เยอะมากกก วิธีนี้พี่เองก็ใช้มาตลอดเลยค่ะ ยิ่งกับคนที่พยายามฝึกสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษแรกๆ น่าจะมีปัญหาลิ้นแข็งอยู่ อาการแบบว่านึกประโยคอยู่ในหัวแต่พอพูดออกไปจริงลิ้นดันพันกันมั่วไปหมด นั่นเป็นเพราะเราไม่คุ้นชินกับการออกเสียงและการพูดเป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง น้องๆ จะอ่านเป็นข่าว บทความ นิยายก็ได้ทั้งนั้น ทริคนี้จะช่วยให้ภาษาอังกฤษมันเข้าปากเรามากขึ้น ทั้งนี้ควรเป็นภาษาในระดับที่น้องๆ เข้าใจ เพื่อที่สมองเราจะได้เข้าใจถึงความหมายไปด้วยค่ะ

พูดคล่องได้ด้วยการฝึก Tongue Twister

ถ้าลองอ่านออกเสียงแต่ยังรู้สึกว่ายังเวลาพูดยาวๆ แล้วยังออกเสียงได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ให้ลองฝึกพูดประโยค Tongue Twister หรือประโยคยากๆ   แบบลิ้นพันกันดูค่ะ ภาษาอังกฤษก็มีประโยคแบบนี้เยอะมากเช่นกัน  ทีนี้เวลาพูดเร็วๆ จะได้ไม่มีปัญหาลิ้นพันกันแล้ว ว่าแล้วก็มาลองฝึกกันซัก 1   แมตช์ค่ะ
Peter Piper picked a peck of pickled peppers
A peck of pickled peppers Peter Piper picked
If Peter Piper picked a peck of pickled peppers

Where’s the peck of pickled peppers Peter Piper picked?


Photo Credit:   https://www.freepik.com/

พูดเฉยๆ ไม่พอ ต้องอัดเสียงด้วย

             ถ้ายังอยู่ในช่วงหัดพูดใหม่ๆ ไม่มั่นใจในสกิลของตัวเอง หรือไม่รู้จะไปพูดกับใคร ก็ลองใช้วิธีอัดเสียงตอนพูดแทนก็ได้ค่ะ วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าการออกเสียงของเราดีแล้วหรือยัง มีปัญหาตรงไหนและควรแก้อย่างไร โดยอาจจะอัดตอนที่ฝึกอ่านนิยายออกเสียงก็ได้ หรือใครที่ชอบฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษก็อาจจะอัดเสียงตอนพูดตามประโยคในพอดแคสต์ จากนั้นก็นำมาฟังเทียบกันเพื่อดูว่าเราออกเสียงหรือพูดสำเนียงเหมือนกับต้นฉบับแล้วหรือยัง

แอปฯ ไหนว่าดี เราลองด้วย

             ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมากก ทำให้เรามีตัวช่วยในการเรียนภาษาเยอะขึ้นมากเลยค่ะ รวมไปถึงเหล่าแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือต่างๆ ด้วย มีหลายๆ แอปฯ เลยที่มีฟีเจอร์รองรับการฝึกฝนสกิลการพูด อย่างเช่นแอปฯ “Cake” ก็มีโหมดฝึกพูด    เราสามารถเลือกบทสนทนาที่ต้องการได้ มีเลือกความยากง่ายหลายระดับ เค้าจะจำลองบทสนทนามาให้เราโต้ตอบค่ะ

             หรือจะเป็นแอปฯ “Speak Practice Your English” ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เค้าจะมีตัวละครจำลองขึ้นมาให้เรา โดยส่งข้อความเสียงมา และเราสามารถฝึกโต้ตอบด้วยการส่งเป็นคลิปเสียงกลับไป เมื่อผ่านสถานการณ์แต่ละอันแล้วแอปฯ จะค่อยๆ ปลดล็อกสถานการณ์จำลองแบบอื่นเพิ่มเติม    ที่เจ๋งมากๆ ก็คือเค้าจะมีฟีเจอร์ประเมินด้วยว่าคนอื่นจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดมากน้อยแค่ไหน โดยดูจากสีตรงประโยค ถ้าเป็นสีเขียวแสดงว่าผ่านฉลุย แต่ถ้าเป็นสีแดงหรือเหลืองก็หมายความว่าเรายังออกเสียงคำนั้นได้ไม่ชัดเจน เลือกอัดใหม่ก็ได้ด้วยนะ

ดูหนัง ฟังพอดแคสต์ 

             มาถึงข้อนี้น้องๆ อาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ การฟังมันเกี่ยวอะไรกับการพูดด้วยเหรอ ต้องบอกเลยว่าเกี่ยวมากๆ ค่ะ เพราะการฟังจะทำให้เราจะคุ้นชินกับสำเนียง การออกเสียง โทนเสียงสูงต่ำ รวมไปถึงคำศัพท์และรูปประโยคที่เค้าใช้กันจริงๆ พอซึมซับมาจนเคยชิน เราจะสามารถถ่ายทอดออกไปได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น หรือบางครั้งเวลาสนทนาโต้ตอบอะไรเราอาจจะมีโอกาสได้ใช้ประโยคที่เคยได้ยินมาด้วย ทำให้สามารถตอบได้ลื่นไหลมากขึ้นค่ะ

             ส่วนเรื่องของคำศัพท์นั้นในการสื่อสารจริงๆ นั้นจะมีคำสแลงหรือคำที่เราไม่คุ้นชินอยู่เยอะมากๆ อย่างเพื่อนพี่เคยไป work & travel ที่อเมริกาก็บอกว่า ตอนทำงานได้ยินคำว่า “easy ice” บ่อยมากกก ตอนแรกๆ ก็งงว่ามันคืออะไร แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าคือ น้ำแข็งน้อยๆ ค่ะ อันนี้พี่เองก็เพิ่งเคยรู้เลย ปกติเรามักจะชินแต่ less ice หรือ light ice เนอะ เพราะฉะนั้นการฟังอะไรแบบนี้ช่วยให้เราได้ศัพท์ที่ใช้จริงเยอะมากๆ

คลุกคลีในวงภาษา


 มาถึงข้อสุดท้าย ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่ยากที่สุดแต่ได้ผลดีที่สุดแล้วค่ะ นั่นคือการเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษ ถ้าคนไหนมีโอกาสการไปเรียนซัมเมอร์หรือไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศก็จะช่วยยกระดับภาษาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากๆ เพราะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษานั้นตลอดเวลา แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ แถมยังมีหลายๆ คนที่ไม่สะดวกด้านการเงิน ดังนั้นอาจจะเริ่มต้นด้วยการหากลุ่มเพื่อนเพื่อฝึกภาษาด้วยกัน หรือเข้าร่วมกลุ่มเพื่อฝึกภาษา    อย่างที่พิษณุโลกมี “Kingston Cafe” ซึ่งเป็นสำหรับคนอยากพูดภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ หรือเข้าร่วมงานอีเวนต์ของกลุ่มแลกเปลี่ยนภาษาต่างๆ ตามโอกาสต่างๆ เช่นของ Mundo Lingo ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ

Photo Credit:   https://www.freepik.com/

             หวังว่าทริคเหล่านี้จะช่วยน้องๆ ในการพัฒนาทักษะการพูดได้บ้างนะคะ สำหรับพี่แล้วพี่ว่าการอ่านออกเสียงเป็นวิธีที่ดีและใช้ได้ผลจริง เพราะพี่เองก็ทำบ่อยๆ ค่ะ 5555 ใครมีทริคไหนที่ใช้ประจำก็ลองมาแชร์ให้ชาว Dek-D กันได้เลยนะคะ ><

ที่มา : www.dek-d.com