กลับมาเช็คคำทำนาย

เปิดบทวิเคราะห์ หลังจากไทยต้องเผชิญวิกฤติโควิด-19 มานานกว่า 15 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเซ็กเตอร์ต่างๆ อย่างมาก แล้วภาพต่อของเศรษฐกิจโลกและการใช้จ่ายของประชาชน ภาพต่อภาคการเงินและนโยบายการเงิน และภาพต่อภาคการคลัง จะเป็นอย่างไรต่อไป?

กว่า 15 เดือนหลังจากการเกิดขึ้นของโควิด-19 ซึ่งในช่วงการระบาดรอบแรก ที่ผู้คนวิตกกังวลกับโรคที่เกิดขึ้นใหม่และไม่มีใครคาดเดาได้ ผู้เขียนได้ลองวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงผลกระทบหลังวิกฤติโรคระบาดแห่งศตวรรษผ่านพ้นไป ทั้งในภาพระยะยาวและระยะสั้น

มาในปัจจุบัน การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่หมดและกลับมารุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองที่เคยมองไว้ ว่าถูกหรือผิดประการใด และมีมุมมองใดที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจในอนาคต โดยแบ่งเป็นระยะยาวและสั้น

ในส่วนของภาพระยะยาว ผู้เขียนขอสรุป 3 ประการ อันได้แก่ ภาพต่อเศรษฐกิจโลกและการใช้จ่ายของประชาชน ภาพต่อภาคการเงินและนโยบายการเงิน ภาพต่อภาคการคลัง 

ในส่วนของเศรษฐกิจโลก ผู้เขียนเคยมองว่าเศรษฐกิจจะยิ่งโตต่ำลงจาก (1) หนี้ที่จะยิ่งมากขึ้น (2) จากภาคเอกชนที่หันมาเน้นความต่อเนื่องในการผลิตมากขึ้น และ (3) จากผู้คนที่ประหยัดมากขึ้น จึงจะเก็บออมเงินมากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลง

เมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าถูกและผิด ที่ผิดคือหลายสำนักวิจัยมองว่าหลังการเปิดเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว จะเห็นความต้องการที่ถูกอั้นไว้จากช่วงปิดประเทศ ทำให้ผู้คนหันมาจับจ่ายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วขยายตัวมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในการทำแบบสอบถามของหลายสำนักวิจัยพบว่า กว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินของประเทศเจริญแล้ว มีแนวโน้มที่จะเก็บออมเงินไว้มากกว่า เพราะกังวลในภาวะเศรษฐกิจและภาระภาษีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ในส่วนของนโยบายการเงิน ผู้เขียนเคยมองว่าทิศทางดอกเบี้ย รวมถึงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทั่วโลกยังคงต้องต่ำไปอีกนาน เนื่องจากหากรีบปรับเพิ่มขึ้นโดยที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เศรษฐกิจจะเผชิญต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและหดตัวอีกครั้ง ขณะที่ภาพในปัจจุบันต้องกล่าวว่าทั้งผิดและถูก ที่ผิดคือตลาดเริ่มเก็งว่าจะต้องลดทอนการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากธนาคารกลางสำคัญ (โดยเฉพาะสหรัฐ) ยังคงบ่งชี้ว่าดอกเบี้ยยังคงต้องอยู่ระดับต่ำอีกนาน จนกว่าเศรษฐกิจจะมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างถาวร ทำให้ผู้เขียนมองว่าดอกเบี้ยน่าจะยังต้องอยู่ในระดับต่ำไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปีในสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเกิดใหม่ไม่สามารถปรับขึ้นได้อย่างน้อยอีก 5 ปีข้างหน้า

ในส่วนของนโยบายการคลัง ผู้เขียนเคยมองว่าหลังจากวิกฤตินี้ผ่านพ้นไป ภาครัฐจะพยายามขึ้นภาษี เช่นเดียวกับในยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ระดับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดเคยขึ้นไปถึงระดับ 90% ในทศวรรษที่ 50-60

ในประเด็นนี้อาจกล่าวได้ว่าถูกต้อง เพราะข้อเสนอของประธานาธิบดีไบเดนก็เสนอขึ้นภาษีชัดเจน ทั้งเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% บุคคลธรรมดาจาก 37% เป็น 39.6% และภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital gain tax) จาก 20% เป็น 39.6% เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าการขึ้นภาษีในระดับดังกล่าวอาจไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีของสหรัฐจะเป็นชนวนทำให้ทั่วโลกอาจต้องเริ่มปรับขึ้นภาษีตาม

ในส่วนของคำทำนายระยะสั้น (ภายในปีนี้) ผู้เขียนได้กล่าว 5 คำทำนาย ดังนี้

1.วัคซีนจะมาช้า โดยเคยคาดการณ์ว่าการอนุมัติและการฉีดให้กับประชาชนจะล่าช้า ปรากฏว่าภาพในปัจจุบันสถานการณ์แย่กว่าที่ผู้เขียนเคยมองไว้ โดยเคยคาดว่าสิ้นไตรมาสที่ 1 จะมีการฉีดทั้งโลกกว่า 1,100 ล้านโดส แต่ปัจจุบันเพิ่งฉีดได้ประมาณ 1,000 ล้านโดสเท่านั้น และสถานการณ์ที่ผู้เขียนกังวล เช่น สงครามวัคซีน หรือการที่ประเทศพัฒนาแล้ว “กั๊ก” วัคซีนไว้ก่อน ไม่ส่งให้กับประเทศกำลังพัฒนา ก็กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นไปได้ที่จะเร่งฉีดวัคซีนในครึ่งปีหลัง ทำให้ปริมาณวัคซีนที่ฉีดในปีนี้คือ 6,400 ล้านโดส ครอบคลุม 2,400 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลกตามที่ผู้เขียนเคยคาด

2.เศรษฐกิจโลกจะฟื้นไม่เท่ากัน โดยเศรษฐกิจต่างๆ จะฟื้นตัวช้าเร็วเพียงไรขึ้นอยู่กับวัคซีนเป็นหลัก โดยขึ้นอยู่กับ (1) จำนวนผู้ติดเชื้อและการได้รับวัคซีน (2) การพึ่งพิงภาคท่องเที่ยวและบริการ (3) ภาคเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยหากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการจะอ่อนแอ/ฟื้นตัวช้ากว่า

ภาพปัจจุบันเป็นไปอย่างที่ผู้เขียนมอง ประเทศที่ฉีดวัคซีนเร็ว เช่น สหรัฐ อังกฤษ และอิสราเอล จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจน ขณะที่จำนวนผู้ป่วยก็ลดน้อยลง ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ฉีดวัคซีนล่าช้า และ/หรือพึ่งพาการท่องเที่ยวและภาคบริการสูงเช่นไทย ก็ได้รับผลกระทบแรง

3.จะเกิดสงครามเย็นภาคสอง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและการแย่งพันธมิตรกันระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งก็เป็นไปเช่นที่ผู้เขียนมองเช่นกัน โดยเมื่อมองจากแนวยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของสองยักษ์ใหญ่ ต่างทำเพื่อพัฒนาความเป็นหนึ่งทางเทคโนโลยีมากขึ้น

4.กระแส Tech-celelation หรือเร่งการน้อมรับเทคโนโลยีที่เร็วขึ้น โดยปัจจุบันเรายังเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องของธุรกิจและธุรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง ทั้งอีคอมเมิร์ซ ธุรกรรมแบบไม่ใช้เงินสด รวมถึงการทำงานที่บ้านที่มากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เฟื่องฟูไปด้วย

5.การปฏิวัติพลังงานสะอาด อันเป็นผลพวงจากการที่ประเทศชั้นนำพยายามที่จะลดภาวะโลกร้อน ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และกองทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าวจะเฟื่องฟู ซึ่งก็เป็นจริงหลังจากที่ทั้งสหรัฐและจีนผลักดันอุตสาหกรรมดังกล่าวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของตน

ดังนั้น หากให้สรุปภาพของคำทำนายเศรษฐกิจและสังคมหลังภาวะโควิด ในภาพใหญ่ยังคงเป็นไปตามที่เคยมองไว้ กล่าวคือ ภาพเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วแม้จะฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แต่ระยะต่อไปเศรษฐกิจน่าจะเติบโตต่ำลงจากที่ประชาชนกังวลและไม่จับจ่ายมากนัก โดยวัคซีนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัว ขณะที่นโยบายการเงินโลกยังคงต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง แต่อาจเริ่มเห็นการปรับขึ้นภาษีบ้าง ขณะที่สงครามเย็นจะเป็นความเสี่ยง แต่กระแสเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดจะเป็นโอกาส

คำทำนายเปรียบเหมือนแผนที่ คนตาดีเท่านั้นที่จะหลบความเสี่ยงและค้นหาโอกาสได้ในอนาคต

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่สังกัด

รับจดทะเบียนบริษัท,รับทำบัญชี,รับจดทะเบียนบริษัท ราคาถูก,รับจดทะเบียนบริษัท ทั่วไทย,รับจดทะเบียน ออนไลน์,รับจดทะเบียนบริษัท ต่างชาติ,รับจดทะเบียนบริษัท ด่วน,รับจดทะเบียนบริษัท ร้านค้า,รับจดทะเบียนบริษัท คนเดียว , รับจดทะเบียนบริษัท ที่ไหน , รับจดทะเบียนบริษัท ช่วงโควิด-19 , รับจดทะเบียนบริษัท ท่องเที่ยว , รับจดทะเบียนบริษัท ก่อสร้าง