Audi PB18 e-tron ยืนยันอนาคต รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้น่าเบื่อไปเสียทั้งหมด

กันยายน 10, 2018 9:22 am โดย admin
0
33

Audi PB18 e-tron Concept ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าแนวคิดคันนี้ถูกสร้างมาเพื่อบอกทุกคนว่า เมื่อยุครถยนต์ไร้คนขับมาถึง ความสะใจ ความภูมิใจของมนุษย์ที่ควบคุมเครื่องจักรพลังสูงได้นั้นจะยังคงดำเนินต่อไปสำหรับซูเปอร์คาร์ของ Audi ไม่ว่าอนาคตจะมีหน้าตาเหมือน Audi PB18 e-tron Concept หรือไม่ก็ตาม

หลายคนอาจมองว่ารถแนวคิด รถต้นแบบ ช่างเป็นเรื่องห่างไกลกับความเป็นจริงหลายปีแสง เหมือนเป็นการขายฝันที่คนทั่วไปไม่มีวันได้สัมผัส แต่รู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยี Head Up Display แรกเริ่มเดิมทีมีใช้ในเครื่องบินขับไล่และเมื่อเวลาผ่านไป มีอยู่ในรถ Mazda 2 หรือเทคโนโลยีจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดในรถแข่ง (Mercedes-Benz W194) ที่ต่อมากลายเป็น Mercedes-Benz 300SL Gullwing จะอยู่ในรถยนต์ส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ แล้วเราจะไม่สนใจ  Audi PB18 e-tron Concept  กันเสียหน่อยจริงหรือ ?

Audi PB18 e-tron Concept ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าล้วนคันล่าสุดจาก Audi ที่เพิ่งเผยโฉมครั้งแรกในงาน Pebble Beach Concours d’Elegance 2018 ในมอนเทอร์เรย์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งคุณอาจไม่ต้องรู้ว่ามันเปิดตัวที่ไหน รหัส PB18 e-tron พยายามสื่อถึงอะไรก็ได้ เพราะแนวคิด Audi PB18 e-tron Concept น่าสนใจกว่าเยอะ เว้นเสียแต่คุณไม่แคร์ว่ารถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเลย

แต่ถ้าคุณชอบเทคโนโลยีและรักการขับขี่ (หรืออย่างน้อยรัก Audi) Audi PB18 e-tron Concept ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าแนวคิดคันนี้น่าสนใจมาก โดย Audi PB18 e-tron Concept คือ “Message” หรือ “สาร” จาก Audi ที่ส่งถึงทุกคนว่า แม้ในอนาคตรถยนต์ไร้คนขับจะเข้ามามีบทบาท ซึ่ง Audi ก็จะมีรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับเช่นกัน (Audi Aicon) และในอีกมุมหนึ่ง ซูเปอร์คาร์ของ Audi จะเว้นพื้นที่ไว้ให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างแท้จริงด้วย

โดย Audi PB18 e-tron Concept ซึ่งหมายถึงซูเปอร์คาร์ในอนาคตของ Audi จะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่งโปรโตไทป์ LMP1 สนามแข่งเลอมังส์ อย่าง Audi R18 e-tron แม้ดีไซน์ภายนอกจะต่างกัน และ Audi PB18 e-tron Concept อาจไม่ได้สวยหยาดเยิ้ม แต่ดีไซน์หวังผลในแง่การขับขี่เพื่อให้ทำเวลาออกมาได้ดีที่สุด แน่นอนว่า Audi PB18 e-tron Concept ประกอบไปด้วยวัสดุล้ำหน้าหลายชนิด ทั้งอะลูมิเนียม คาร์บอนและวัสดุผสมคอมโพสิต เพื่อให้น้ำหนักรวมของตัวรถต่ำกว่า 1,500 กิโลกรัม ฟังดูไม่เบาเท่าไร แต่นั่นรวมแบตเตอรี่แล้ว ใช่ Audi PB18 e-tron Concept ใช้แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตท ความหวังของรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันในอนาคต

อีกส่วนที่น่าสนใจคือการจัดสรรพื้นที่ภายในของ Audi PB18 e-tron Concept มันเรียบง่ายและ Practical มาก การออกแบบแบ่งเป็นโมดูล สามารถปรับให้ผู้ขับขี่นั่งอยู่ตรงกลางตัวรถได้แบบรถแข่ง หรือเลื่อนชิดไปด้านใดด้านหนึ่งแบบรถปกติ หมายความว่า มันง่ายมากที่ลูกค้าจะกำหนดสเปกในการซื้อซูเปอร์คาร์ของ Audi ว่าต้องการใช้งานในลักษณะใด เพื่อวิ่งในสนามอย่าง Track Day เป็นหลักหรือขับในชีวิตประจำวัน

ถ้าคุณต้องการประสบการณ์การขับขี่ในสนาม การนั่งตรงกลางตัวรถจะเป็นตำแหน่งการขับขี่ที่ดีที่สุด จุดศูนย์ถ่วงจะตกลงในจุดที่เหมาะสม ตรงกลางระหว่างเพลาหน้า-หลัง แบบรถเครื่องยนต์วางกลางเพื่อความสมดุลและความว่องไวในการบังคับควบคุม

กลับกันสำหรับลูกค้าบางรายที่ต้องการซูเปอร์คาร์ไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน โมดูลที่ Audi ออกแบบไว้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย แถมยังเหลือพื้นที่สำหรับผู้โดยสารอีกด้วย จุดนี้ต้องขอบคุณขุมพลังไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องยนต์หรือชุดส่งกำลังใด ๆ การจัดแบ่งพื้นที่ภายในจึงทำได้อิสระ อีกทั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตทก็เบากว่า วิ่งได้ไกลสูงสุด 500 กม. (มาตรฐาน WLTP Cycle) แถมชาร์จไฟจนเต็มได้เร็วด้วยเวลาแค่ 15 นาที

ทั้งนี้ใน Audi PB18 e-tron Concept จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว วางด้านหน้า 1 ตัว ด้านหลัง 2 ตัว เพื่อขับเคลื่อนล้อโดยตรง ซึ่งมอเตอร์ทั้งหมดให้พละกำลังสูงสุดรวมกันที่ 680 แรงม้า (ด้านหน้า 204 แรงม้า ด้านหลัง 476 แรงม้า อีกทั้งบูสต์กำลังสูงสุดไปได้ถึง 775 แรงม้า ในช่วงสั้น ๆ) และแรงบิดสูงสุด 830 นิวตันเมตร

แต่ไฮไลต์ของจริงคืออัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาต่ำกว่า 2 วินาที คือช้ากว่ารถแข่งกรังด์ปรีซ์ LMP1 แค่จังหวะกระพริบตาเท่านั้นเอง !!! ส่วนในการใช้งานในชีวิตประจำวันบนถนนหรือสภาพการจราจรแออัด Audi PB18 e-tron Concept สามารถจำกัดสมรรถนะด้วยการเลือกปิดโหมดขับในสนามหรือ Race Track ได้ด้วย

นอกจากนี้รถยนต์ Audi ในวันข้างหน้ายังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถผลิตได้ตามความต้องการใช้งานเป็นพิเศษ (tailor made) สำหรับลูกค้าจำนวนมากได้ง่าย (จากการออกแบบโมดูลให้ปรับเปลี่ยนได้) จะมีรถแบบปันกันใช้ (premium sharing pool) ในกลุ่มลูกค้าพรีเมียม ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะรถซื้อ Audi เป็นของตนเองแบบถาวร หรือเลือกแลกเปลี่ยนกันขับผู้อื่น (รุ่นอื่น) เฉพาะบางโอกาสเมื่อต้องการก็ได้

นั่นหมายความว่าในอนาคตเราอาจไม่จำเป็นต้องมีรถเป็นของตัวเองแบบถาวรอีกเลย รูปแบบการครอบครองจะเปลี่ยนไป อยากขับรถสไตล์ไหน เมื่อไร สามารถแลกเปลี่ยนกันใช้ได้อย่งอิสระตามความต้องการ

แหล่งที่มา : car.kapook.com