ได้เวลาเตรียมทหารรุ่น 20 สยายปีกคุมกองทัพ – ฐานค้ำยัน คสช.สู้ศึกเลือกตั้ง

กันยายน 12, 2018 6:27 am โดย admin
0
50
ได้เวลาเตรียมทหารรุ่น 20 สยายปีกคุมกองทัพ - ฐานค้ำยัน คสช.สู้ศึกเลือกตั้ง

ผ่านไปแล้ว สำหรับการโยกย้ายนายทหารปลายปีครั้งสำคัญ ที่มีการปรับใหญ่ระดับบนยกแผง ครบทั้งหมด 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม (ปล.กห.) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) โดยเฉพาะในตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารบก” ที่เป็นตำแหน่งคุมหน่วยกำลังรบทั่วประเทศ มีชื่อ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งตามคาด ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะเวลาสำคัญที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้าพอดี

เมื่อชื่อของ พล.อ.อภิรัชต์ ปรากฏเป็นข่าวว่าจะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก็เริ่มมีข่าวลือมากมายในทำนองที่อาจพลาดการขึ้นตำแหน่ง แต่ “วงใน” ยืนยันว่า เขาจะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะมีบางจังหวะที่ชื่อของ พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ผู้ช่วย ผบ.ทบ. น้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี/รมว.กลาโหม จะขึ้นมาเบียดแซง แต่ไม่ใช่เพราะอำนาจในมือ “บิ๊กป้อม” แต่เป็นเพราะข่าวลือที่เกิดขึ้นในทำนองว่า “บิ๊กแดง” จะหลุดโผด้วยเหตุผลที่อธิบายไม่ได้

หากแต่ในที่สุด พล.อ.วีรชัย ก็ถูกย้ายไปอยู่ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย ในตำแหน่ง รอง ผบ.ทสส. ครองอัตราพลเอกพิเศษ (อัตราจอมพลเดิม) ก่อนเกษียณอายุราชการในปี 2562 ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ “บิ๊กป้อม” มอบให้น้องรัก

ปีในเก้าอี้ที่แข็งแรงของ “บิ๊กแดง”

พลันที่มีพระราชโองการ โปรดเกล้าฯ ชื่อของ พล.อ.อภิรัชต์ ให้เป็น ผบ.ทบ. ในการปรับย้ายนายทหารปลายปี หลายฝ่ายต่างจับตามองการขึ้นมาทำหน้าที่ของ พล.อ.อภิรัชต์ ว่าจะไปในทิศทางใด เพราะตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดยปกติแล้วจะได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้า คสช. ให้เป็นเลขาธิการ คสช.โดยตำแหน่ง และควบการทำหน้าที่ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ. กกล.รส.)

>> โปรดเกล้าฯ โผทหาร 935 นาย “บิ๊กแดง อภิรัชต์” ผงาดขึ้น ผบ.ทบ.

แม้จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งคร่าวๆ ไว้ช่วงระหว่างปลายเดือน ก.พ. ถึงเดือน พ.ค. ปีหน้า แต่ คสช.ยังต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งทหารจะต้องถอยออกมาตามเวลาที่เหมาะสม อาจจะเป็นช่วงเดือน ธ.ค. เมื่อมีการปลดล็อกทางการเมือง

จากเส้นทางรับราชการที่แม้จะไม่ได้เป็นเส้นทางเหล็กตั้งแต่ต้น แต่เมื่อเข้าไลน์ในตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.11 รอ.) การก้าวเดินขึ้นมาเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 และเข้ามาอยู่ใน 5 เสือ ทบ. ในห้วงระยะเวลาที่เหลืออายุราชการพอสมควร ถือว่าเป็นนายทหารที่มีความโดดเด่นที่สุด ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองมาตลอด จะมีสะดุดบ้างช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ถูกส่งออกไปอยู่หน่วยในต่างจังหวัด เพราะในสายพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงหวาดระแวงมองว่าเขาอยู่ขั้วตรงข้าม จากปฏิบัติการในการเข้าไปควบคุมสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง

แต่ในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เขามีบทบาทแบบเงียบๆ ในการจัดโผทหาร เพราะ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน เป็นทหารรบพิเศษ จึงอาจไม่ทราบข้อมูลในการปรับย้ายทุกหน่วย ทำให้นำระบบสายการบังคับบัญชามาปรับใช้ และให้สิทธิในการพิจารณาเป็นของระดับกองทัพภาค ยกเว้นในตำแหน่งที่มีแคนดิเดตมากกว่าหนึ่ง ก็จะมี “บิ๊กแดง” เป็นที่ปรึกษาและร่วมจัดทัพ

แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มการเมือง และมีแรงสั่นสะเทือนอยู่บ้างจากการขึ้นมาของ “บิ๊กแดง” แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยมากนัก เพราะสถานะพิเศษของเขา และการไม่ออกมาให้สัมภาษณ์จนตกเป็นเป้า ก็ถือได้ว่าเป็นห้วงระยะเวลา 2 ปีอันท้าทายที่ต้องเดินเข้าสู่โรดแมปการเลือกตั้ง โดยที่ฝ่ายการเมืองต่างกดดันให้กองทัพวางตัวเป็นกลาง ดังนั้นการแสดงจุดยืนหลังเข้ารับตำแหน่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ

>> เส้นทางชีวิต “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผบ.ทบ.คนล่าสุด

วาสนา นาน่วม5 เสือ ทบ.ชุดใหม่ ที่นำโดย พล.อ.อภิรัชต์

ขณะที่ทีมงานใน ทบ. ถือได้ว่าจะมีเด็ก “บิ๊กป้อม” แทรกเข้ามาเพียงเล็กน้อย เริ่มจาก 5 เสือ ทบ. มีเตรียมทหารรุ่น 20 (ตท.20) อยู่ 2 นาย คือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รอง ผบ.ทบ. (เกษียณอายุราชการปี 2564 ) และพล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา ว่าที่ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ส่วนที่เหลือคือ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ว่าที่ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.18) และพล.ท.ธีรวัฒน์ บุญยะวัฒน์ ว่าที่เสนาธิการทหารบก (ตท.19)

ส่วน ตท.20 ที่กระจายอยู่ในกองทัพภาคต่างๆ เช่น พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ ว่าที่แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ ว่าที่รอง มทภ.3 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ว่าที่ มทภ.4 ไม่นับฝ่ายอำนวยการ และ ผบ.หน่วยสนับสนุนอื่นๆ ฯลฯ

เรียกได้ว่าเมื่อส่องกล้องเช็กดูขุมกำลังของ ทบ. ในยุค “บิ๊กแดง” และเครือข่ายเพื่อน ตท.20 แล้ว ถือได้ว่าแน่นปึ้กพอสมควร ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้การเมืองเปลี่ยนมือ แต่ทหาร “สายวงศ์เทวัญ” น่าจะยืนระยะอยู่ในอำนาจต่อไปนับจากนี้ได้อย่างแข็งแกร่งไม่น้อย

ต่อ “จิ๊กซอว์” โยกย้ายรับมือเลือกตั้ง

แม้จะถูกมองว่าสายของ “บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กแดง” ตัดขาดแยกกันโดยปริยาย แต่เมื่อมีเป้าหมายเดียวกันในการรักษาสถาบันสำคัญของชาติ ก็เชื่อว่าการทำงานยังคงเป็นแม่น้ำแยกสายในการเดินหน้าเพื่อเป้าหมายหลักร่วมกันอยู่

อีกทั้งน้องรักของ “บิ๊กป้อม” คือ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ก็ได้ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ อายุราชการเหลืออีก 3 ปี เป็นเพื่อน ตท.20 ของ “บิ๊กแดง” กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ไว้คอยประสานงานระหว่าง 2 สาย

จากนโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ “บิ๊กป้อม” เดินสายลงพื้นที่แจกโฉนดให้กับชาวบ้านที่ถูกคลายปัญหาด้วยการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ จัดระบบให้ถูกกฎหมาย คืนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกมองว่าเป็นนโยบายหาเสียงโดยใช้กลไกรัฐ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งถือเป็น “ฮาร์ดแลนด์” ที่พรรคเพื่อไทยยึดกุมคะแนนเสียงชี้ขาดชัยชนะมาแล้ว

โผโยกย้ายครั้งนี้ ชื่อของ “บิ๊กแบล็ก” พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้จะเหลืออายุราชการแค่ปีเดียว ซึ่งหากพลิกดูประวัติแล้ว “บิ๊กแบล็ก” ถือว่าเป็น “เด็กในบ้าน” ของ พล.อ.ประวิตร เพราะบิดาเป็นนายทหารที่ทำงานกับ “บิ๊กป้อม” ในสายบูรพาพยัคฆ์มาก่อน แต่ที่น่าสนใจคือการส่ง พล.ท.เถกิงศักดิ์ พูลสุวรรณ จากนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา มาเป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 ต่อคิวจาก “บิ๊กแบล็ก” ก่อนส่งไม้ต่อให้ พล.ต.ธัญญา เกียรติสาร รองแม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีอายุราชการถึงปี 2564

ขณะที่ กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งแนวรุกของพรรคประชาชาติเปิดหน้าสู้ โดยเข็นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นั่งเป็นหัวหน้าพรรค และมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเลขาธิการพรรค โดยกองทัพเลือกให้ “บิ๊กเดฟ” พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ขึ้นเป็น มทภ.4 ซึ่งต้องดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ผอ.รมน.ภาค 4 สน.) ถือว่าอยู่ในช่วงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องปรับตัวหลายอย่างมาก

ทั้งการเมืองภายในของมาเลเซีย ที่ต้องรอดูต่อไปว่าเมื่อเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกแล้ว นโยบายการพูดคุยสันติสุขจะออกมาอย่างไร รวมถึงนโยบาย “พาคนกลับบ้าน” การสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตตามโครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จะเป็นอย่างไร ซึ่ง “บิ๊กเดฟ” ถือว่าเป็นสายแข็ง แม้จะมีข่าวคราวในพื้นที่อยู่บ้าง แต่ในที่สุดก็สามารถผ่านฉลุยคุมพื้นที่ภาคใต้ในที่สุด

ด้าน กองทัพภาคที่ 3 “บิ๊กป๋อ” พล.ต.ฉลองชัย ชัยยะคำ ที่ได้ดีจากเหตุการณ์ถ้ำหลวง ขึ้นเป็น มทภ.3 ประสานงานร่วมกับ พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ ผบ.มทบ.37 เพื่อน ตท.20 ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ถ้ำหลวงอย่างราบรื่น ได้รับโอกาสให้ขึ้นเป็น รอง มทภ.3 จึงเชื่อว่าการดูแลพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นอีกฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย น่าจะคุมสภาพได้อยู่

ส่วน กองทัพภาคที่ 1 การปรับย้ายครั้งนี้ชื่อของ “บิ๊กบี้” พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ จากรองแม่ทัพภาค ขึ้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นไปตามคาด และไม่มีใครกล้า “ล้วง” อย่างแน่นอน ทำให้เส้นทางของ “บิ๊กบี้” น่าจะเดินตามรอย “บิ๊กแดง” เข้าฮอร์สในตำแหน่ง ผบ.ทบ.อย่างไม่ยากนัก

พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ส่งน้องขึ้นฝั่ง 

อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคขาลงของ “บูรพาพยัคฆ์” เมื่อทหารสายวงศ์เทวัญกำลังกลับมาทวงบัลลังก์ ผบ.ทบ. คืนในครั้งนี้ และ “บิ๊กป้อม” เองก็วางบทบาทของตัวเองในการเป็น รมว.กลาโหม อย่างสมดุล แต่ก็ไม่ได้ลดความสำคัญในหน้าที่ของตัวเองลง ซึ่งต้องให้เครดิตกับ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส. และผบ.เหล่าทัพชุดปัจจุบัน ที่มีจิตวิทยาในการทำงานสนับสนุน คสช. โดยไม่ข้ามหัว รมว.กลาโหม

ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมา ความใกล้ชิดของ “บิ๊กทหาร” ชุดนี้กับ “บิ๊กป้อม” แนบแน่นมากขึ้น โดยเฉพาะกับ พล.อ.เฉลิมชัย ที่เดิมที “บิ๊กป้อม” ไม่ได้ผลักดันให้เป็น ผบ.ทบ. แต่เจ้าตัวกลับให้ความสำคัญกับ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้บังคับบัญชาของกระทรวง โดยใช้งานเป็นตัวเชื่อม จนเกิดเป็นประเพณีรับประทานอาหารเช้าร่วมกันทุกวันศุกร์ ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อให้ ผบ.เหล่าทัพได้พูดคุยรายงานความคืบหน้าต่างๆ ไปพร้อมกัน

แม้ “บิ๊กป้อม” จะรู้ว่าควรจะจำกัดตัวเองในเรื่องการโยกย้ายทหารไว้แค่ไหน แต่การส่ง “น้องรัก” ที่เหลืออยู่ให้ได้ดี ก็ถือเป็นภาระหน้าที่ในช่วงท้ายๆ ของการนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม

ในส่วนของกองทัพบก แม้จะเบียดแทรกไม่ได้มาก แต่น้องรักอย่าง พล.ท.สุชาติ ผ่องพุฒิ ก็ขึ้นเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตราพลเอก) หรือกระทั่ง พล.ท.กู้เกียรติ ก็ได้ขึ้นไปอยู่ใน 5 เสือ ทบ. แม้จะไม่ทันขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ก็ตาม รวมถึง “บิ๊กเจอร์รี่” พล.ท.ธนะเกียรติ ชอบชื่นชม ผบ.ศรภ. ที่ขยับขึ้นพลเอกในตำแหน่ง ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ขณะที่ “บิ๊กโต” พล.ต.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง ขยับขึ้นมาเป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1 “บิ๊กหนุ่ม” พล.ต.สนิธชนก สังขจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ไปเป็นรอง ผบ.หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รอง ผบ.นรด.) เพื่อจ่อขึ้นเป็น ผบ.นรด. ต่อไป

ส่วนของ “บิ๊กตุ๋ย” พล.ร.อ.พิเชฐ ตานะเศรษฐ ที่ลุ้นเก้าอี้ ผบ.ทร. สุดท้ายได้ขยับขึ้นมาครองอัตราพลเอกพิเศษ ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม เนื่องจาก “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รอง ผบ.ทร. มีความชอบธรรมที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทร. และถือว่าเป็น “สายแข็ง” คนหนึ่ง ขณะที่กองทัพอากาศ แม้ “บิ๊กป้อม” จะเอ่ยถามเรื่องอายุราชการที่เหลือเพียงปีเดียวของ “บิ๊กต่าย” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ว่าที่ ผบ.ทอ.คนใหม่ ในที่ประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล แต่การชี้แจงของ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.คนปัจจุบัน ก็ทำให้โผไม่มีการปรับแก้ชื่อแต่อย่างใด

จึงทำได้แค่การขอให้ “บิ๊กโหน่ง” พล.อ.อ.ชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ นั่งในตำแหน่ง รอง ผบ.ทอ. ครองอัตราพลอากาศเอกพิเศษ ในปีสุดท้ายของอายุราชการ พร้อมกับมีข่าวสัญญาใจที่จะดึง “บิ๊กยาว” พล.อ.อ.วันชัย นุชเกษม เสนาธิการทหารอากาศ ที่ถูกส่งไปเป็น รอง ผบ.ทสส. กลับมาเป็น ผบ.ทอ.ในปีหน้า

ถึงจังหวะ “ตท.20″ ยึดเหล่าทัพ

สำหรับ กองบัญชาการกองทัพไทย นอกจาก “บิ๊กเจอร์รี่” ที่ทะลุเข้าฮอร์สได้นั่ง ผบ.นทพ. แล้ว ก็ถือว่า “บิ๊กป้อม” อาจจะ “ยิงตรง” แบ่งเก้าอี้ได้ยาก เนื่องจากอัตราชั้นยศใน บก.กองทัพไทย สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผ่องถ่ายคนจากเหล่าทัพได้ ที่ผ่านมาจึงมีการ “แพ็ค” กันเพื่อป้องกันการ “ล้วง” ทำให้ในช่วงหลังคนที่ขึ้นมาเป็น ผบ.ทสส. จึงไม่ถูกเบียดแทรก

ซึ่งหลังจาก “บิ๊กกบ” พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ขึ้นเป็น ผบ.ทสส.ในต้นเดือนตุลาคมนี้ ก็จะอยู่ในตำแหน่งไปอีก 2 ปี โดยมี “บิ๊กอ้อม” พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน น้องรักของ “บิ๊กป้อม” นั่งเป็นรอง ผบ.ทสส. เกษียณในปีหน้าไปพร้อมกับการครองยศอัตราพลเอกพิเศษ ซึ่งเป็นทางเลือกให้น้องรักไปนั่งคู่กับ “บิ๊กกบ” เพื่อน ตท.18 หลังจากพลาดหวังเก้าอี้ ผบ.ทบ. และ ผบ.ทสส.

แต่ก็เชื่อกันว่า ตท.20 ก็ส่งเพื่อนอย่างเช่น พล.ท.ชูชาติ บัวขาว รองเสนาธิการทหารบก ที่เดิมจะส่งไปนั่งเป็น ผู้อำนวยสำนักนโยบายและแผนกลาโหม หรือถือเป็น ฝอ.3 (ฝ่ายอำนวยการสาย 3 ซึ่งเป็นสายงานยุทธการ) มานั่งเป็นรอง เสธ.ทหาร มีลุ้นเก้าอี้ ผบ.ทสส.ต่อไปได้ ขณะที่เมื่อกวาดตามองคนใน บก.ทท. ยังมีชื่อ พล.ท.สมควร ทองนาค เจ้ากรมยุทธบริการทหาร ซึ่งเป็น ตท.20 อีกคน ที่ขึ้นพลเอกในตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย ในโยกย้ายครั้งนี้ ก็มีโอกาสลุ้นเช่นกัน

แต่ที่ บก.ทท.มีปราการที่แข็งแกร่งในการดันคนในขึ้นเป็น ผบ.ทสส.มาตั้งแต่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ขึ้นมาเป็น ผบ.ทสส. จึงเชื่อว่าหลัง พล.อ.พรพิพัฒน์ เกษียณอายุ ชื่อของ “บิ๊กแขก” พล.ท.นเรนทร์ สิริภูบาล รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่ในการโยกย้ายครั้งนี้ขึ้นเป็นพลเอก ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จะปรากฏขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกๆ

ขณะที่ กองทัพเรือ ที่น่าจับตามองคือ “บิ๊กอุ้ย” พล.ร.ท.ชาติชาย ศรีวรขาน ที่มาแรงจากสาย “มูลนิธิฯ ป่ารอยต่อฯ” โดยมี “เพื่อนณัฐ” พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ว่าที่ปลัดกระทรววงกลาโหม เป็นแรงหนุน ที่จะได้ลุ้นเก้าอี้ ผบ.ทร. กับ “บิ๊กเฒ่า” พล.ร.ท.สมประสงค์ นิลสมัย ที่ขยับจาก รองเสนาธิการทหารเรือ ไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ (อัตราพลเอก) ในการโยกย้ายครั้งนี้

กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว การขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ น่าจะตกเป็นเป้าและเป็นที่จับตามองทางการเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยบทบาทที่ผ่านมาได้รับตำแหน่งสำคัญๆ ที่มีความหมายมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการ “นิ่งเงียบ” ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายประเมินยาก

แต่การเติบโตของนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 20 ในขณะนี้ที่กระจายไปในระดับบริหารของกองทัพ แม้จะเป็นจังหวะเวลา แต่แรงหนุนของ “บิ๊กแดง” ก็มีส่วนเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่อำนาจบารมีของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ พี่น้อง 3 ป. ในการผลักดันให้นายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” เติบโตมาตั้งแต่ปี 2549 กำลังจะอยู่ในช่วง “อาทิตย์อัสดง” หรือไม่

คำตอบคงมีให้ได้เห็นกันในช่วงไม่กี่ขวบปีนับจากนี้ ไม่ว่าจะชอบหรือชังทหาร ก็ไม่ควรพลาดความเคลื่อนไหวครั้งนี้โดยเด็ดขาด

แหล่งที่มา : sanook.com/news




banner