ไขข้อข้องใจ: วิธีใช้เครื่องหมายคำพูดในภาษาอังกฤษ

มิถุนายน 7, 2018 9:36 am โดย admin
0
17

รู้จักเครื่องหมายคำพูด

     เครื่องหมายคำพูด หรือเครื่องหมายอัญประกาศ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า quotation marks ค่ะ แบบที่ใช้กับเยอะคือแบบ double quotation marks “………” ส่วนแบบที่มีตัวเดียวเรียกว่า single quotation marks (อัญประกาศเดี่ยว) ‘………’ แบบตัวเดียวมักใช้ในกรณีต้องใส่เครื่องหมายคำพูดซ้อนกัน 2 ครั้งค่ะ ถ้ายังไม่เข้าใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มต่อไป

การใช้เครื่องหมายคำพูด

     กฎการใช้เครื่องหมายคำพูดหลักๆ เลยคือ ใช้ถอดคำพูดแบบคำต่อคำค่ะ (direct speech) เช่น
She said, “I love you.” เธอพูดว่า “ฉันรักเธอ”
“Where are we going?” he asked. “เรากำลังจะไปไหนกัน” เขาถาม
นอกจากนี้ก็ใช้เวลาพูดถึงชื่อต่างๆ เช่นชื่อหนังสือ, นิตยสาร, เพลง, ละคร, กลอน, บทความ หรืออื่นๆ เช่น
I want to tell you about the ending of “Inside Out”!
ฉันอยากเล่าตอนจบของเรื่อง Inside Out ให้เธอฟังจัง
Do you like “Bad Blood”? คุณชอบเพลง Bad Blood ไหม
หรือเวลาพูดถึงอะไรบางอย่างแต่ไม่ได้หมายความถึงความหมายปกติของคำนั้นๆ เช่น
Your “friend” is coming this way. 
“เพื่อน” แกกำลังมาทางนี้ละ (สื่อว่าคนนั้นไม่ใช่เพื่อนแน่ๆ)

ส่วนการใช้เครื่องหมายคำพูดซ้อนกัน นิยมใส่เครื่องหมายคำพูดแบบ single ไว้ข้างในแล้วเอาแบบ double ครอบไว้ชั้นนอกอีกที ถ้าต้องเขียนเครื่องหมายทั้ง 2 ติดกันก็อย่าลืมเว้นช่องระหว่างเครื่องหมายด้วย ไม่งั้นจะเหมือนมีเครื่องหมายคำพูด 3 ตัวเรียงกันแทน

I said, “Mary said, ‘Don’t go there!’ “
ฉันบอกว่าแมรี่พูดว่า “อย่าไปที่นั่น”
สำหรับผู้ที่ชอบใช้แบบ single เป็นหลักมากกว่า สามารถสลับที่เครื่องหมายได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าถ้าเลือกใช้แบบไหน ก็ต้องใช้สไตล์นั้นให้เหมือนกันทั้งงานเขียนค่ะ (ส่วนมากจะเป็นคนอังกฤษที่ชอบใช้แบบ single เป็นหลักมากกว่า)
I said, ‘Mary said, “Don’t go there!” ‘

นอกจากนี้ที่เจอในนิยายบ่อยๆ หรือบทสัมภาษณ์ยาวๆ คือบทพูดที่ยาวเกินย่อหน้าเดียวค่ะ ไม่ว่าจะพูดต่อเนื่องกี่ย่อหน้า ให้ใส่เครื่องหมายคำพูดเปิดขึ้นต้นทุกย่อหน้า แต่เครื่องหมายคำพูดปิดเอาไว้ตอนจบบทพูดทีเดียวเท่านั้น

          “…………..บทพูดยาวๆ ย่อหน้าแรก พูดไปเลยกี่ประโยคก็ได้………..
……………………………………………………………………………….
“…………..บทพูดยาวๆ ย่อหน้าที่สอง พูดต่อไปเรื่อยๆ ………………
……………………………………………………….
“…………..บทพูดย่อหน้าสุดท้ายละ …………………………………..
…..ตัวละครนี้พูดจบแล้วหรือผู้ให้สัมภาษณ์พูดจบแล้ว ค่อยใส่ปิดทีเดียว….”

การใช้เครื่องหมายวรรคตอนอื่นๆ คู่กับเครื่องหมายคำพูด

ทีนี้มาดูการใช้เครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ กันดีกว่าค่ะ จุดกลุ่มง่ายๆ เป็น 3 กลุ่ม
เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) และปรัศนี (?)
เครื่องหมายตกใจในภาษาอังกฤษเรียกว่า exclamation mark หรือ exclamation point ส่วนเครื่องหมายคำถามเรียกว่า question mark ค่ะ ส่วนตำแหน่งที่จะใส่มันนั้นให้ดูว่ามันมากับส่วนไหน ถ้ามากับส่วนที่เป็นคำพูดก็ใส่ไว้ในเครื่องหมายคำพูดได้เลย เช่น
She said, “Get out!”
เครื่องหมายตกใจมากับคำพูดที่สั่งให้ออกไป
จึงใส่ไว้ข้างในเครื่องหมายคำพูดได้เลย
“Will you be there?” he asked.
เครื่องหมายคำถามมากับประโยคคำถามที่เขาถาม
จึงใส่ไปข้างในเครื่องหมายคำพูดได้เลย
ถ้ามากับส่วนที่อยู่นอกประโยคคำพูดนั้นๆ เราก็ต้องแยกมันออกมานอกเครื่องหมายคำพูด
Did he say “yes”?
เครื่องหมายคำถามมากับส่วนที่ถามว่าเขาพูดจริงหรอ
ไม่ได้มากับ yes จึงใส่ไว้นอกเครื่องหมายคำพูด

เครื่องหมายทวิภาค (:) อัฒภาค (;) และยัติภังค์ (-)

เครื่องหมายทวิภาคภาษาอังกฤษเรียกว่า colon เครื่องหมายอัฒภาคภาษาอังกฤษเรียกว่า semi-colon ส่วนเครื่องหมายขีดเรียกว่า dash เครื่องหมายทั้ง 3 ตัวนี้จะต้องไว้นอกเครื่องหมายคำพูดเสมอ เช่น
Andy quoted his favorite line from “Harry Potter”: “To the well organized mind, death is but the next great adventure.” 
แอนดี้ยกคำพูดจากท่อนโปรดจาก”แฮร์รี่ พอตเตอร์” มาว่า
“สำหรับจิตใจที่จัดระเบียบดีแล้ว ความตายก็เป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น”

Benji really loved “Uptown Funk”; he spent months learning how to dance.
เบนจี้รักเพลง “Uptown Funk” มากๆ เขาใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการเรียนเต้นเลย

Kate said, “I don’t believe in fairies”-right before a fairy fell from the sky. 
เคทพูดว่า “ฉันไม่เชื่อในนางฟ้า” ก็พอดีกับตอนที่นางฟ้าตนหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้า

เครื่องหมายมหัพภาค (.) และจุลภาค (,)

เครื่องหมายจุด (period) และลูกน้ำ (comma) มีหลักการใช้ที่ต่างกันเล็กน้อยระหว่างภาษาอังกฤษแบบบริติชและแบบอเมริกัน โดยแบบบริติชจะดูว่ามันมากับอะไร ถ้ามากับส่วนที่ยกคำพูดมาก็ใส่ไว้ในเครื่องหมายคำพูดเลย แต่ถ้าไม่ได้มาด้วยกันก็จะไว้ข้างนอกเหมือนกับการใช้เครื่องหมายตกใจและเครื่องหมายคำถามเลย
She said, “I have do it by myself. Don’t worry about me.”
เธอบอกว่า “ฉันต้องทำมันด้วยตัวเอง ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”
ยกเว้นกรณีที่นำเครื่องหมายคำพูดมาใส่กลางประโยค จะต้องเปลี่ยนจากเครื่องหมายจุดเป็นเครื่องหมายลูกน้ำ แต่ก็ยังใส่ไว้ข้างในเครื่องหมายคำพูดเช่นเดิม เพราะมันมากับตัวคำพูดที่เรายกมา
When I told him “I’m leaving,” he cried.
เมื่อฉันบอกเขาว่า “ฉันจะไปแล้ว” เขาก็ร้องไห้
ตัวคำพูดที่มาจริงๆ คือ I’m leaving.
ถ้าเครื่องหมายจุดและลูกน้ำไม่ได้มากับสิ่งที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูด ก็นำมันออกมาข้างนอก
I wrote a novel called “The Heaven’s Gates”. ชื่อนิยายเราคือ The Heaven’s Gates เครื่องหมายจุดจึงไม่ได้มากับชื่อนิยายเรา

ส่วนแบบอเมริกันนั้น นิยมใส่เครื่องหมายจุดและลูกน้ำไว้ในเครื่องหมายคำพูดเลย ไม่ว่ามันจะมากับสิ่งที่ยกมาหรือชื่อเฉพาะนั้นๆ หรือไม่ แต่ถ้าสิ่งที่ยกมาเป็นชื่อเฉพาะที่ลงท้ายด้วย . อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องใส่ 2 จุดซ้ำกันนะคะ

I wrote a novel called “The Heaven’s Gates.”

หมายเหตุ ถ้าคำพูดที่เรายกมามีหลายประโยค และมีการใช้เครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ มาในต้นฉบับอยู่แล้ว เราต้องนำทุกอย่างใส่ในเครื่องหมายคำพูดให้ครบ หรือถ้าชื่อเฉพาะนั้นๆ มีเครื่องหมายวรรคตอนมาในตัวอยู่แล้ว ก็ต้องนำมาใส่ในเครื่องหมายคำพูดให้ครบเช่นกัน อย่างโค้ดคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเครื่องหมายพิเศษต่างๆ ในคำสั่ง ก็ต้องนำมาใส่เครื่องหมายคำพูดทั้งก้อนเลยนะคะ ไม่งั้นผิดแค่ตัวเดียวนี่ชีวิตเปลี่ยนเลยแหละ

I wrote a book called “Good Crimes: The Story of December”.
ชื่อนิยายเราคือ Good Crimes: The Story of December
เครื่องหมาย : จึงต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูดด้วย
ส่วนเครื่องหมายจุดท้ายประโยคนั้น พี่เลือกใช้แบบบริติชค่ะ
     เรื่องนี้อาจจะดูจุกจิกนิดนึง แต่การวางตำแหน่งเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกก็ช่วยให้งานเขียนของเราดูน่าเชื่อถือมากขึ้นนะคะ ใครที่กำลังแต่งนิยายเป็นภาษาอังกฤษอยู่ก็ลองทำไปฝึกใช้ดูค่ะ ส่วนจะเลือกใช้แบบใดนั้นขึ้นกับความชอบส่วนตัวเลย เพียงแต่ว่าเราต้องเขียนสไตล์นั้นตลอดทั้งงานเขียนนะคะ ไม่ใช่ว่าท่อนนึงใช้แบบบริติช อีกท่อนใช้แบบอเมริกัน