เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี

พฤษภาคม 16, 2018 7:06 am โดย admin
0
81
1. ฝึกทำข้อสอบ Reading เยอะๆ
     ความสำเร็จต่างๆ ล้วนมาจากความพยายามและขยันหมั่นเพียรค่ะ ถ้าไม่ทำเลยก็จะไม่ได้คะแนนอย่างที่หวัง ฉะนั้นหนทางสู่การได้คะแนนพาร์ท Reading เยอะๆ ก็คือต้องทำแบบฝึกหัดเยอะๆ ค่ะ จริงอยู่ที่การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นประจำช่วยให้เราอ่านข้อสอบภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น แต่การทำข้อสอบต่างจากการอ่านนิยายนะคะ เวลาอ่านนิยายเราอ่านบทน่าเบื่อแบบผ่านๆ ได้ หรือมองข้ามท่อนบรรยายสถานที่ไปบ้าง อ่านแบบเอาสนุกลุ้นระทึกตามตัวละคร แต่เวลาทำข้อสอบ Reading เราต้องอ่านแบบทำความเข้าใจว่าย่อหน้านี้พูดเรื่องอะไร ข้อมูลสำคัญคืออะไร ตัวอย่างมีอะไรบ้าง คำนี้ตรงนี้หมายถึงอะไร เพราะข้อสอบสามารถถามได้ทุกจุด ดังนั้นจึงควรฝึกทำแบบฝึกหัดจากข้อสอบเก่าด้วยค่ะ
2. หาให้ได้ว่าเราถนัดอ่านบทความหรืออ่านคำถามก่อน
     หลายคนแนะนำว่าให้อ่านคำถามก่อนแล้วค่อยมาดูบทความ จะได้หาคำตอบเจอได้รวดเร็วและรู้เรื่องคร่าวๆ แล้วว่าบทความน่าจะพูดถึงอะไร วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีค่ะ ดีสำหรับตัวพี่เองด้วย แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับทุกคน เพื่อนพี่หลายคนทำวิธีนี้แล้วไม่เวิร์ก กลายเป็นว่าเสียเวลาอ่านมากขึ้นกว่าเดิมอีก ฉะนั้นตอนฝึกทำข้อสอบ Reading น้องต้องลองหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองนะคะว่าทำแบบไหนเร็วกว่ากัน จะอ่านโจทย์ก่อนอ่านบทความ อ่านบทความก่อนอ่านโจทย์ หรือจะ skimming ก่อนอ่านโจทย์แล้วค่อยกลับมา scanning อีกที ทดลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเรา แล้วเวลาสอบจริงก็ใช้วิธีของเรานี่แหละในการทำ
เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี
3. ฝึกแบบแข่งขันกับเวลา
     ถ้าฝึกแบบทำไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่ได้ท้าทายตัวเอง และไม่ได้เตรียมตัวไปรับมือกับการสอบ ฉะนั้นตอนฝึกต้องจับเวลาเท่าของจริงด้วยนะคะ ถ้าข้อสอบที่เราจะไปสอบให้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำโดยมีบทความให้อ่าน 5 เรื่อง มีโจทย์ทั้งหมด 40 ข้อ เราก็ต้องหาแบบฝึกหัดมาให้ได้จำนวนเท่านั้นและจับเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากันค่ะ จะได้ฝึกบริหารเวลาไปในตัว รู้ว่าตอนไหนควรข้ามข้อยากไปก่อนแล้วค่อยกลับมา หรือจะฝึกทำแบบให้มีเวลาเหลือเพื่อตรวจทานอีกทีก็ได้ บางคนอาจจะแบ่งเลยว่าใน 1 ชั่วโมงนั้น ต้องทำบทความ 3 เรื่องแรกที่สั้นๆ ง่ายๆ บทความละ 9 นาที ส่วนอีก 2 บทความที่ยาวและมีคำถามเยอะกว่าจะใช้เวลาบทความละ 14 นาที ส่วนที่เหลืออีก 5 นาทีเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด
4. ไวยากรณ์อย่าทิ้ง
     จริงอยู่ที่เราไม่ต้องแต่งประโยคในการตอบ Reading แต่ไวยากรณ์ก็มีส่วนช่วยให้เราทำข้อสอบ Reading ได้ค่ะ เกิดเจอโจทย์ถามว่าคำที่ขีดเส้นใต้ในบทความมีความหมายเหมือนคำว่าอะไร ถ้าเราไม่รู้คำแปลแต่ดูไวยากรณ์แล้วรู้ว่าตำแหน่งตรงนั้นเป็น ADJ ที่ใช้ขยายคนอยู่ เราก็อาจตัดช้อยส์ได้แล้ว หรือเราแปลศัพท์ในประโยคนึงไม่ออกหลายคำมากเลย แต่รู้ว่าประโยคนี้มีเทนส์ Past Simple กับ Past Perfect อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่า Past Perfect ต้องเกิดก่อน และช่วยให้เราเข้าใจลำดับของเรื่องได้ดีขึ้น
เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี
5. คำศัพท์ก็อย่าทิ้งเช่นกัน (แต่ไม่ต้องรู้ทุกคำบนโลก)
     ถึงตรงนี้้น้องคงเริ่มรู้สึกแล้วว่าตกลงพี่จะต้องให้หนูเก่งครบทุกด้านใช่มั้ยถึงจะทำข้อสอบ Reading ได้คะแนนดี อันที่จริงมันก็ถูกนะคะเพราะถ้าเก่งทุกด้านยังไงก็ต้องทำคะแนนได้สูงแน่ๆ 555 ไม่ใช่ค่ะ พี่จะแนะนำว่าศัพท์เป็นสิ่งที่ไม่ควรทิ้งก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องต้องกินพจนานุกรมเข้าไปถึงจะทำได้ คำศัพท์ในภาษาอังกฤษมีเยอะมากกกกกกกกก ข้อสอบจะเลือกคำไหนในโลกมาก็ได้ เราไม่มีทางท่องได้ครบทุกคำแน่ๆ เจ้าของภาษาเองยังไม่รู้จักทุกคำในภาษาตัวเองเลย ดังนั้นน้องต้องหาศัพท์ที่ควรรู้สำหรับข้อสอบของน้องค่ะ จะหาจากหนังสือหรือเว็บไซต์ติวข้อสอบก็ได้ มักจะมาเป็น “500 ศัพท์ควรรู้ในการสอบ IELTS” ประมาณนี้
นอกจากศัพท์ที่ควรรู้แล้ว อีกเรื่องที่ควรรู้คือพวกรากศัพท์ prefix และ suffix ต่างๆ ค่ะ ถ้าไม่อยากท่องศัพท์แบบหว่านแห หรือเวลาเตรียมตัวสอบเหลือน้อยแล้ว การเจาะเฉพาะศัพท์ที่ควรรู้สำหรับการสอบนั้นๆ และจำพวกรากศัพท์ไป จะช่วยให้น้องรับมือกับศัพท์ในบทความได้เยอะเลย (แต่ถ้ามีเวลาว่างเยอะ จะอ่านเยอะกว่านี้ก็ได้นะคะ)
เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี
6. ใช้ดินสอหรือปากกาชี้ขณะอ่านไปด้วย
     เวลาอ่านนิยายเราสามารถอ่านได้สบายๆ โดยไม่ต้องลากนิ้วตามทีละคำเพราะมันไม่ต้องใช้ความพยายามเยอะ แต่เวลาทำข้อสอบนั้นเราต้องการสมาธิขั้นสุด ฉะนั้นการอ่านโดยลากนิ้วไปด้วยจะทำให้เราไม่หลุดจากสิ่งที่อ่านอยู่ค่ะ และช่วยลดการวนอ่านบรรทัดเดิม 10 รอบโดยไม่เข้าใจลงไปด้วย ถ้าข้อสอบบอกว่าให้ขีดเขียนในกระดาษคำถามได้ก็ให้ใช้ดินสอหรือปากกาชี้ตามบรรทัดที่อ่านแทนนิ้วมือ เพื่อที่พอเจอจุดที่ต้องขีดต้องวงจะได้ทำได้เลยโดยไม่ต้องยกแขนออกมาจับปากกาอีกครั้งค่ะ (จะเป็นดินสอหรือปากกานั้นขึ้นอยู่กับว่าต้องใช้อะไรในกระดาษคำตอบ ถ้าฝนก็ดินสอ ถ้ากาก็ปากกา เลือกใช้ชิ้นนั้นในการขีดบทความเลย) วิธีนี้พี่ลองกับตัวและคิดว่าได้ผลสำหรับพี่ค่ะ เพราะพี่เป็นคนเบื่อง่าย ถ้าอ่านๆ ไปแล้วเริ่มเบื่อพี่ก็จะกวาดตาอ่านอยู่บรรทัดเดิมซ้ำๆ โดยไม่มีอะไรเข้าหัวเลย แต่พอเลื่อนดินสอตามไปด้วยแล้วมันทำให้พี่มีสมาธิกับแต่ละคำได้มากขึ้น แถมขีดคีย์เวิร์ดได้เลยด้วย
7. เวลาข้ามข้อไหนไปให้ทดไว้ด้วยว่าลังเลช้อยส์ไหน
     เวลาเจอข้อที่ลังเลระหว่าง 2 ช้อยส์แล้วอยากข้ามไปทำข้ออื่นก่อน ให้เอาดินสอวงช้อยส์ที่เราลังเลไว้บางๆ ด้วย ถ้ามั่นใจช้อยส์ไหนมากกว่าอีกอันก็ติ๊กไว้ 2 เส้น เผื่อสุดท้ายเราไม่เหลือเวลากลับมาคิดข้อนี้ใหม่แบบละเอียดๆ หรือกลับมาอ่านบทความนี้ใหม่แต่แรกไม่ทัน เราจะได้เลือกข้อที่ลังเลนั่นแหละไปเลยซักข้อนึง ถ้าไม่ติ๊กไว้แล้วล่ะก็ พอวนกลับมาใหม่ก็อาจลืมแล้วว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่
เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี
8. ฝึกสมาธิให้ดี
     เวลาสอบจริงเราอาจรู้สึกกดดันจนรวบรวมสมาธิไม่ได้ ดังนั้นการฝึกสมาธิมาก่อนจะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์นี้ได้ดีขึ้นค่ะ ถ้ารู้สึกว่าการฝึกนั่งสมาธิจริงจังมันยากเกินไป เอาแค่ฝึกระเบียบความคิดให้คิดถึงแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็พอค่ะ ตัดทุกอย่างให้หมด อย่าไปพะวงว่าเพื่อนกดไลค์รึยัง แฟนไลน์มาแล้วรึเปล่า หรือว่าเดี๋ยวจะกินอะไรดี นอกจากนี้ในวันสอบจริงอาจเจอการรบกวนจากสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เช่นคนข้างๆ เท้าเหม็นมาก หรือคนข้างหน้าเคาะปากกาตลอดเวลาในการทำข้อสอบ ฉะนั้นเราอาจต้องฝึกทำข้อสอบในห้องที่ไม่เงียบสนิทด้วย
9. อย่ายึดติดกับสิ่งที่ไม่รู้ในข้อสอบ
     ไม่รู้ก็คือไม่รู้ค่ะ อย่าย่ำอยู่กับตรงนั้นเพราะเราจะเสียเวลาไปเยอะเลย ไม่ว่าจะในตัวบทความหรือในส่วนของข้อสอบ ถ้าแปลไม่ออกก็อย่าพาลรู้สึกไปว่าเราต้องไม่รู้เรื่องทั้งบทความแน่ๆ ให้มองข้ามมันไปแล้วมองหาสิ่งที่เรารู้ เอาทุกอย่างที่เรารู้มาพยายามโยงเข้าหากันให้เป็นเรื่อง ตอนสอบ TOEFL พี่ก็แปลไม่ออกหลายคำเหมือนกัน เรียกได้ว่าไม่มีบทความไหนในข้อสอบเลยที่พี่แปลออกหมดทุกคำ แต่ส่วนที่รู้ก็ทำให้รู้เรื่องได้แล้วว่าบทความนี้พูดถึงอะไร ผู้เขียนต้องการอะไร และมีอารมณ์ไปในโทนไหน แถมสิ่งที่รู้ยังช่วยให้เดาได้ด้วยว่าคำที่ไม่รู้น่าจะมีความหมายบวกหรือลบประมาณไหน ฉะนั้นอย่าไปรู้สึกว่าตัวเองโง่จังแปลไม่ออกเลย เพราะมันต้องมีบ้างแหละที่เรารู้เรื่องน่ะ
เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี
10. ฝึกเดาความหมายศัพท์
     โดยส่วนตัวพี่เป็นคนท่องศัพท์ไม่ได้ ถ้าศัพท์ไหนพยายามท่องพี่จะลืมตลอดเวลา และต้องเปิดพจนานุกรมทุกครั้งที่เจอคำนั้น และพี่ก็คิดว่าหลายคนน่าจะเป็นเหมือนกัน 555 พี่เลยอยากแนะนำการจำศัพท์โดยการเดาศัพท์ค่ะ นั่นก็คือเวลาฝึกทำข้อสอบที่บ้านอย่าเปิดพจนานุกรมดูคำแปลของทุกคำที่ไม่รู้ แต่ให้ลองเดาความหมายคำนั้นจากบริบทรอบๆ ค่ะ สุดท้ายแล้วเราอาจไม่ได้รู้คำภาษาไทยเป๊ะๆ ของคำนั้น แต่เราจะรู้จักคำนั้นแบบเป็นภาษาอังกฤษแทนไปเลย รู้ว่ามันมีความหมายประมาณไหนและสื่ออะไร แต่ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มั่นใจจริงๆ ค่อยเปิดพจนานุกรมเช็คอีกทีค่ะ มาลองดูการเดากัน
     Bodies with like electrical charges repel each other, and those with unlike charges attract each other. (ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น 2554)
1. replicate      2. repulse      3. repay      4. restore
แปลแบบไม่ต้องรู้ทุกคำก็จะได้ว่า อะไรที่มี charges เหมือนกัน (like) มัน repel กันและกัน ส่วนอันที่ charges ไม่เหมือนกัน (unlike) มัน attract ซึ่งกันและกัน
แสดงว่า repel กับ attract ต้องตรงข้ามกันเหมือน like กับ unlike แต่เรารู้แล้วว่า attract มันเป็นญาติกับ attractive, attraction เป็นอะไรที่มีเสน่ห์น่าสนใจน่าดึงดูดเลยทำให้เดาว่า attract คือดึงดูด ฉะนั้นคำตรงข้ามก็ต้องเป็นไม่ดูดกันหรือผลักกันนั่นเอง ทีนี้ก็มาเดาศัพท์ในช้อยส์
1. replicate ต้องเป็นญาติกับ duplicate (ทำซ้ำ) แล้วก็ replica (แบบจำลอง)
2. repulse คำนี้ไม่รู้จักเลย
3. repay re แปลว่า back/again ส่วน pay คือจ่าย น่าจะแปลว่าจ่ายเงินคืน
4. restore ซ่อมแซมฟื้นฟู คำนี้รู้จัก เจอในเกมบ่อย
ด้วยการเดาศัพท์ในช้อยส์ 1, 3 และ 4 ออก และรู้สึกว่ามันไม่ใช่ความหมายตรงข้ามของ attract เลยซักคำ ทำให้ควรเลือกช้อยส์ 2 ที่แปลไม่ออก (และข้อนี้ตอบ 2 ถูกค่า แปลว่าขับไล่) จะเห็นว่าสุดท้ายก็ไม่รู้อยู่ดีว่า repel กับ repulse แปลว่าอะไรกันแน่ แต่ก็ได้คะแนนไปแล้ว
เคล็ดลับ: 10 เทคนิคทำข้อสอบ Reading(การอ่าน) ยังไงให้ได้คะแนนดี

และทั้งหมดนี้คือ 10 เทคนิคเบื้องต้นในการทำข้อสอบ Reading ให้ได้คะแนนดีของพี่ค่ะ ลองปรับใช้กับตัวน้องเองดูนะคะ อย่างที่บอกไปว่าแต่ละคนมีวิธีเรียนรู้แตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าทำตามวิธีที่พี่แนะนำแล้วจะได้ผลดีกับทุกคน ฉะนั้นเราต้องหาวิธีที่ดีที่สุดของตัวเองให้ได้ค่ะ น้องๆ สามารถแชร์วิธีของตัวเองได้เลยนะคะ มาแลกเปลี่ยนกัน

แหลงที่มา : www.dek-d.com