‘อัศจรรย์’ที่ยัง’อันตราย’ ลึกไม่ลับ’ภูเขาไฟ’เขย่าโลก!!…

เมษายน 2, 2018 10:04 am โดย admin
0
32

ดวงดาวที่เราเรียกว่า “โลก” เต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย ซึ่งก็รวมถึง “ภูเขาไฟ” ที่ยังคงทำให้มนุษย์ตื่นเต้นได้เสมอ ๆ อย่างล่าสุด ภูเขาไฟ “อากุง” บนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ก็ปะทุขึ้นและเป็นข่าวดังทั้งโลก...

ทั้งนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับ “ภูเขาไฟ” นั้น จากข้อมูลในเว็บไซต์ www.geocities.com ระบุไว้ว่า… ภูเขาไฟเกิดจาก “หินหนืด” ที่อยู่ใต้เปลือกโลกถูกแรงดันอัดให้แทรกรอยแตกขึ้นสู่ผิวโลก ซึ่งเมื่อมีแรง “ปะทุ” หรือ “ระเบิด” เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “ภูเขาไฟปะทุภูเขาไฟระเบิด” สิ่งที่พุ่งออกมาจาก “ปล่องภูเขาไฟ” จะมีทั้งไอน้ำ แก๊สต่าง ๆ ฝุ่นละออง เถ้าถ่าน เศษหิน หินหนืด โดยหินหนืดร้อน ๆ ที่อยู่ใต้ผิวโลกนั้นเรียกว่า “แมกมา” แต่ถ้าพุ่งออกมาบนพื้นผิวโลกจะเรียกว่า “ลาวา”

ภูเขาไฟมีได้ทั้งบนบกและในน้ำ โดยแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกเป็นบริเวณที่มีโอกาสเกิดภูเขาไฟมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณที่มีการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก ใต้พื้นมหาสมุทรลงไปสู่บริเวณใต้เปลือกโลกที่เป็นส่วนของทวีป ทั้งนี้ ภูเขาไฟจำแนกได้ 4 ประเภทหลัก ๆ คือ… ภูเขาไฟแบบสลับชั้น มีรูปร่างสมมาตร กรวยของภูเขาไฟมีหลายชั้น บางชั้นประกอบด้วยลาวาและเถ้าถ่านสลับกันไป เป็นภูเขาไฟที่มีปล่องและแอ่งปากปล่องขนาดใหญ่, ภูเขาไฟแบบโล่ เกิดจากลาวาที่มีความเป็นเบส มีลักษณะเหลว ไหลเร็วและแข็งตัวช้า การระเบิดมักไม่รุนแรง, ภูเขาไฟแบบกรวยสูง เกิดจากลาวาที่มีความเป็นกรด มีความข้นและเหนียว ไหลเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ และแข็งตัวเร็ว ทำให้เกิดไหล่เขาที่ชันมาก ภูเขาไฟแบบนี้มักจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และ ภูเขาไฟแบบกรวยกรวด มีลักษณะเป็นกรวยสูงขึ้น ฐานแคบ เป็นภูเขาไฟที่มีการระเบิดรุนแรงที่สุด

ภูเขาไฟมีอยู่ในหลายประเทศทุกมุมโลก อย่างประเทศ ญี่ปุ่น ที่จัดว่าเป็น “ดินแดนแห่งภูเขาไฟ” โดยในญี่ปุ่นมีภูเขาไฟคิดเป็นประมาณ 1 ใน 10 ของโลก ขณะที่ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า ทั่วโลกมีภูเขาไฟอยู่ประมาณ 1,300 ลูก ดับไปแล้วประมาณ 700 ลูก อีก ประมาณ 600 ลูกยังไม่ดับ ซึ่งกลุ่มหลังนี่บางส่วนก็ “สงบ” หรือ “หลับ” ยาวนาน แต่บางส่วนก็หลับสลับกับตื่นหรือ “ปะทุระเบิด” เป็นระยะ โดยภูเขาไฟในญี่ปุ่นก็มีข่าวการปะทุเป็นระยะ ๆ เช่น เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ภูเขาไฟ “ซากูราจิมา” ปะทุ โดยพ่นหินร้อนและเถ้าถ่านออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง, เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2554 เกิดฟ้าผ่าและทำให้ ภูเขาไฟบนเทือกเขา “คิริชิมา” ปะทุ” พ่นหินร้อน เถ้าถ่าน ควันหนาทึบปกคลุมเหนือท้องฟ้าสูงกว่า 5,000 ฟุต

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2554 หลังเกิดวิปโยคแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดในญี่ปุ่น 2 วัน ก็เกิดเหตุ ภูเขาไฟ “ชินโมเอดาเกะ” ปะทุ พ่นเศษหิน ไอร้อน เถ้าถ่าน ขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 4 กิโลเมตร โดยภูเขาไฟลูกนี้อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น มีความสูง 1,421 เมตร ซึ่งหลับมานาน 52 ปี จนเมื่อเดือน ม.ค. 2554 จึงได้เริ่มปะทุขึ้นอีก และปะทุซ้ำรุนแรงเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2554

ญี่ปุ่นมีภูเขาไฟอยู่มาก แต่เมื่อพูดถึงภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทในญี่ปุ่น เราอาจไม่ได้นึกถึง ภูเขาไฟ “ฟูจิ” โดยฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น สูงราว 3,776 เมตร (12,388 ฟุต) ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดชิซึโอะกะและจังหวัดยะมะนะชิ ทางตะวันตกของโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่น ทั้งนี้ ภูเขาไฟฟูจินั้นมีเกร็ดต่าง ๆ มากมาย รวมถึงมีเรื่องเล่าขานสืบต่อเป็นตำนาน เช่น… ภูเขาไฟฟูจิผุดขึ้นในที่ราบซึ่งอยู่เกือบระดับเดียวกับระดับน้ำทะเล มีสันเขาลาดชันเป็นมุม 45 องศา แล้วแผ่ออกก่อนถึงพื้นดิน รอบภูเขาไฟฟูจิมีลักษณะเป็นวงกลมเกือบสมบูรณ์ มีเส้นรอบวงราว 126 กิโลเมตร รอบภูเขาไฟฟูจิมีทะเลสาบ 5 แห่งที่เกิดจากภูเขาไฟ ว่ากันว่าที่ราบกว้างรอบภูเขาไฟฟูจิเคยมีภูเขาไฟระเบิดอย่างหนักเมื่อราว 300,000 ปีก่อน จนปรับให้ภูเขาไฟฟูจิมีรูปทรงอย่างที่เห็น ๆ กัน

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าภูเขาไฟฟูจิเกิดขึ้นในช่วง 8,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในญี่ปุ่นภูเขาไฟฟูจิมีชื่อว่า “ฟูจิซัง” บริเวณภูเขาไฟฟูจิในยุคอดีตเคยเป็นฐานซามูไรกลุ่มต่าง ๆ มากมาย และปัจจุบันก็มีฐานทัพของทหารญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาแห่งนี้

ส่วนการปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจินั้น เชื่อกันว่ามีผู้ปีนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.1206 โดยเป็นนักบวช และภายหลังจนถึงยุคเมจิภูเขาไฟฟูจิได้ชื่อว่าเป็น “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” ขณะที่ในเชิงอัศจรรย์แห่งตำนาน ภูเขาไฟฟูจิมีเรื่องเล่าขานมากมาย ทั้งที่เกี่ยวโยงกับ “เทพธิดาแห่งไฟ” เกี่ยวกับ “ที่อยู่ของเหล่าเทพ” เกี่ยวกับ “เด็กหญิงจากดวงจันทร์” ซึ่งเติบโตเป็นสาวงาม และเกี่ยวโยงกับตำนานต่อเนื่องเรื่อง “ยาอายุวัฒนะ” ที่เกี่ยวโยงต่อเนื่องอีกชั้นโดยเกี่ยวพันกับตำนาน “หิมะบนยอดภูเขาฟูจิไม่มีวันละลาย”

ภูเขาไฟ “ฟูจิ” ก็ “เคยระเบิด” และจนถึงปัจจุบันก็ “ยังไม่ดับสนิท” แค่หลับสงบมายาวนานกว่า 300 ปี

สำหรับ ประเทศไทย ก็มี “ภูเขาไฟ” อยู่ในหลายพื้นที่ โดยลักษณะของภูเขาไฟในไทยส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาไฟแบบโล่ ซึ่งการระเบิดไม่รุนแรง และจากการตรวจสอบพบว่าในอดีตเกิดภูเขาไฟระเบิดหลายจุด โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบหินและหลักฐานบางอย่าง จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าในไทยเคยมีภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7 แสนล้านปีที่ผ่านมา

บริเวณที่เกิดภูเขาไฟในประเทศไทย พบ 8 แห่ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ ดับสนิทแล้วทั้งหมด อาจจะมีพิษสงหลงเหลือบ้างก็แค่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ก็จะไม่รุนแรง โดยอยู่ที่.บุรีรัมย์ 6 ลูก คือ… ภูเขาไฟ “พนมรุ้ง” ที่เขาพนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ, ภูเขาไฟ “อังคาร” ที่ภูพระอังคาร ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ, ภูเขาไฟ “กระโดง” ที่ ต.เสม็ด อ.เมือง, ภูเขาไฟ “หลุบ” ในเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ, ภูเขาไฟ “ไบรบัด” ในเขต อ.ประโคนชัย และ อ.เฉลิมพระเกียรติ, ภูเขาไฟ “คอก” ใน อ.ประโคนชัย และที่ .ลำปาง มีภูเขาไฟ 2 ลูก ในพื้นที่ต่อเนื่องของ อ.เมือง และ อ.แม่ทะ คือ ภูเขาไฟ “ดอยผาคอกจำปาแดด” และ ภูเขาไฟ “ดอยหินคอกผาฟู” ที่อยู่ไม่ห่างกัน โดยอยู่คนละฝั่งถนนสายเข้าเหมืองถ่านหินแม่เมาะ

กลับมาดูที่ประเด็น “ภูเขาไฟระเบิด” ที่ทำให้มนุษย์สะพรึงกลัวอยู่เนือง ๆ รวมถึงกรณี ภูเขาไฟ “อากุง” ทั้งนี้ เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิด เมื่อหินหนืดหรือลาวาพุ่งขึ้นมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ และไหลลงสู่บริเวณที่มีระดับต่ำกว่า จะสร้างความเสียหายได้มหาศาล จะมีทั้งเขม่าควัน ลาวาร้อน และก๊าซซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สภาพภูมิอากาศจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และการปะทุของภูเขาไฟอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหว สึนามิ การระเบิดและการยุบตัวบริเวณปล่องของภูเขาไฟจะทำให้เกิดแอ่งภูเขาไฟ

อย่างไรก็ตาม การระเบิดของภูเขาไฟก็มีประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ เช่น ทำให้แผ่นดินขยายกว้างขึ้นหรือสูงขึ้น เกิดเกาะใหม่หลังเกิดการปะทุใต้ทะเล ดินที่เกิดจากการสลายตัวของหินภูเขาไฟมีความอุดมสมบูรณ์สูงใช้ปลูกพืชพรรณได้เป็นอย่างดี ขณะที่แมกมาใต้เปลือกโลกจะนำแร่ธาตุ อัญมณีที่หายาก เช่น เพชร พลอย ขึ้นสู่ผิวโลก รวมจนถึงภูเขาไฟเป็นแหล่งเกิดน้ำพุร้อน ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงมักมีชุมชนมนุษย์อยู่ใกล้ภูเขาไฟ แต่กระนั้น ด้วยอันตรายร้ายแรง คนทั่วไปจึงไม่ค่อยคิดถึงประโยชน์ของภูเขาไฟระเบิด

การเกิดระเบิดของภูเขาไฟนั้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตมากที่สุดไม่ใช่ลาวา แต่เป็นไพโรคลาสติก ซึ่งประกอบด้วย เศษหินร้อนพุ่งขึ้นบนอากาศ เกิดฝุ่นหนาปกคลุมพื้นที่ ทำให้คนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้” …นี่เป็นการให้ข้อมูลไว้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรณีรายหนึ่ง ซึ่งมีการระบุไว้อีกว่า ปัจจุบันถึงไทยจะไม่มีภูเขาไฟให้ระเบิด แต่ บริเวณรอบ ๆ ไทยยังมี “ภูเขาไฟ” ที่ยังคุกรุ่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นใน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย เพราะอยู่บนรอยต่อเปลือกโลกที่มีการเคลื่อนตัวตลอด

ภูเขาไฟที่น่าเป็นห่วงก็เช่นที่อยู่ในอินเดีย ที่อยู่ในทะเลอันดามัน ถ้าเกิดปะทุขึ้น ไทยก็จะได้รับผลกระทบด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือไว้ก่อนจึงดีที่สุด ซึ่งเราไม่สามารถยับยั้งการเกิดภัยพิบัติรูปแบบนี้ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ถึงวิธีการรับมือกับภัยพิบัติรูปแบบนี้ รวมถึงภัยพิบัติรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้” …นี่ก็เป็นการระบุไว้โดยผู้เชี่ยวชาญคนเดิม

สอดคล้องกับที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อีกหนึ่งผู้สันทัดกรณีเกี่ยวกับภัยพิบัติ เคยระบุไว้ว่า… ภูเขาไฟที่อยู่ใต้ทะเลอาจจะเกิดปะทุขึ้นได้ทุกนาที เพราะพลังงานที่อยู่ใต้เปลือกโลกยังมีอยู่ ยังถูกปล่อยออกมาจากใต้เปลือกโลก ซึ่งถ้าเกิดการระเบิดของภูเขาไฟในประเทศเพื่อนบ้านไทย ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบกับประเทศไทยได้ด้วย “ถ้ามีการระเบิดขึ้นแล้วตามมาด้วยแผ่นดินไหวรุนแรง ก็อาจจะทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นในไทยได้” …ซึ่งนี่ก็เป็นข้อมูลที่ฉายภาพความ “ทรงพลัง” ของ “ภูเขาไฟ”

แหล่งที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/613798