ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้

พฤษภาคม 14, 2018 6:31 am โดย admin
0
22
ประกันสังคม คลอดบุตร มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ วันนี้เราจะมาบอกให้เข้าใจ จะได้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ที่คุณแม่ควรจะได้

 

ประกันสังคม คลอดบุตร

ว่าที่คุณแม่มือใหม่ทราบหรือไม่ว่าคุณแม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างในขณะที่ลาคลอดตลอด 90 วันจากทางประกันสังคม และยังมีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ด้วย ฟังดูแค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว งั้นเราไปติดตามสิทธิประกันสังคมอื่น ๆ ที่คุณแม่จะได้รับนอกเหนือไปจากที่กล่าวมา ว่ามีอะไรบ้างที่คุณแม่ควรรู้เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิประกันสังคม คลอดบุตร อย่างเต็มที่และเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปดูกันเลย

ประกันสังคม คลอดบุตร

ค่าจ้าง

เริ่มจากจำนวนวันลาคลอดกันก่อนเลย ตามกฎหมายกำหนดสิทธิเกี่ยวกับการลาคลอดเอาไว้ว่า ลูกจ้างทุกประเภทที่เป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ โดยลูกจ้างหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยนับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย

ส่วนในเรื่องของค่าจ้างในขณะที่คุณแม่ใช้สิทธิลาคลอดนั้น ตามกฎหมายคุณแม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจาก 2 ช่องทางหลัก ๆ ด้วยกัน คือ

1. นายจ้าง

ในการลาคลอด 1 ครั้ง คุณแม่จะได้สิทธิในการลาคลอดเป็นจำนวน 90 วัน และนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้กับคุณแม่ที่ทำการลาคลอดเป็นจำนวนไม่เกิน 45 วัน โดยขึ้นอยู่กับทางนายจ้างว่าจะจ่ายระหว่างลา หรือหลังจากมาทำงาน ขึ้นอยู่กับตกลงกัน

ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ได้เงินเดือนอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาท ในระหว่างที่คุณแม่ลาคลอด นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้คุณแม่เป็นจำนวนเท่ากับ 45 วัน หรือ 30,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 30 วัน เท่ากับ 20,000 บาท 15 วัน เท่ากับ 10,000 บาท)

อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนด คุณแม่สามารถไปร้องเรียนได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด กระทรวงแรงงาน

2. ประกันสังคม

นอกจากนี้คุณแม่ยังมีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากทางประกันสังคม โดยทางประกันสังคมจะเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของเงินเดือนเฉลี่ย 90 วัน (คิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท) หรือในกรณีที่คุณแม่ได้เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ทางสำนักงานประกันสังคมก็จะคิดเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่มีเงินเดือน 20,000 บาท ก็จะได้เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 50% ของเงินเดือน แต่ต้องคิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท  คือ 15,000 x 3 เดือน (90 วัน) x 0.5 เท่ากับ 22,500 บาท

แต่ในกรณีที่ 2 นี้ คุณแม่จะต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ และจะได้รับเงินสงเคราะห์เฉพาะการคลอดบุตรไม่เกิน 2 คนเท่านั้นนะคะ หากเป็นการคลอดบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร

* ในกรณีที่คุณแม่มาทำงานก่อนโดยไม่รอให้ครบ 90 วัน ก็ยังคงได้รับเงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคมเต็มจำนวน 90 วัน แถมคุณแม่ก็จะได้รับค่าจ้างตามปกติต่างหากในวันที่คุณแม่มาทำงานด้วย

กล่าวโดยสรุปคือคุณแม่ผู้ประกันตนมีสิทธิที่จะได้รับทั้งเงินค่าจ้าง 45 วัน และเงินสมทบจากประกันสังคม 90 วัน หรือถ้าคุณแม่คนไหนฟิตร่างกายกลับมาทำงานได้ไวกว่า 90 วันตามสิทธิการลาคลอดแล้ว คุณแม่ยังได้เงินตามวันที่คุณแม่มาทำงานจริงด้วยนะ ได้ยินแบบนี้แล้วดีสุด ๆ ไปเลยใช่หรือเปล่า

ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้

ค่าคลอดบุตร

คุณแม่รู้หรือไม่ว่า คุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนสามารถเบิกค่าคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคมในอัตราเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง โดยที่คุณแม่จะต้องจ่ายเงินสมทบครบ 5 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตรเช่นกัน

ขยายความกันสักนิดนึงสำหรับ ข้อความที่บอกว่า “5 เดือน ภายใน 15 เดือน” อธิบายอย่างง่าย ๆ ก็คือ การนับย้อนหลังกลับไป 13 เดือน (1 ปี 1 เดือน) คุณแม่ต้องมีเงินสมทบมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 เดือน (ถ้าสมทบมาน้อยกว่า 5 เดือน คุณแม่ก็หมดสิทธิ์ในการขอค่าคลอดบุตรครั้งนี้ไป)

มีข้อควรรู้เกี่ยวกับค่าคลอดบุตรอยู่เล็กน้อย คือ

1. คุณแม่สามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรจากประกันสังคมได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจำนวนบุตร เท่ากับว่ามีลูกกี่คนก็เบิกได้ทุกคน

2. กรณีคุณพ่อและคุณแม่เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร/ครั้ง

ส่วนหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการเบิกค่าคลอดบุตรสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ สำนักงานประกันสังคม 

แต่หากใครมีข้อสงสัยว่า การผ่าคลอดจะสามารถเบิกประกันสังคมได้หรือไม่ แล้วถ้าได้ลูกแฝดจะเบิกได้เท่าไร ลองมาหาคำตอบที่นี่ค่ะ

– ตอบทุกคำถาม ! ประกันสังคม ผ่าคลอด เบิกเงินได้เท่าไหร่ ให้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้

ค่าตรวจและค่ารับฝากครรภ์

นอกจากค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครั้งละ 13,000 บาทแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 สำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ให้คุณแม่ที่เข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด ได้ค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท โดยมีเกณฑ์คือ

– อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (3 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 500 บาท
– อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ (3-5 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300 บาท
– อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ (5-7 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 200 บาท

 โดยสิทธิดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างประกาศคณะกรรมการการแพทย์กรณีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพ ซึ่งมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้หากประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว คุณแม่สามารถนำหลักฐานเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลในแต่ละครั้งไปขอรับประโยชน์ทดแทนส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคม โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตร

ประกันสังคม คลอดบุตร

ค่าสงเคราะห์บุตร

คุณแม่ที่จะได้สิทธินี้ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 กับ 39 เท่านั้น ซึ่งจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน (3 ปี) ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ โดยคุณแม่จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 400 บาทต่อบุตรหนึ่งคน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2561 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอประกาศบังคับใช้เพิ่มค่าสงเคราะห์บุตรเป็น 600 บาท) ซึ่งเงื่อนไขที่จะได้รับเงินคือ

– ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย คือเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเอง ยกเว้น บุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

– บุตรต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์

 ทั้งนี้ คุณแม่จะหมดสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตรเมื่อ..

–  บุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
–  บุตรเสียชีวิต
–  ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
–  ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าสงเคราะห์บุตร และหลักฐานเอกสารที่ต้องใช้สามารถดูได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

  ทีนี้คุณแม่ก็ได้ทราบแล้วว่าหากคุณแม่เป็นผู้ประกันตน คุณแม่จะได้รับสิทธิใดบ้าง และจะใช้สิทธิที่มีอยู่ได้อย่างไร ทีนี้คุณแม่ก็สามารถไปคลอดน้องได้อย่างสบายใจสบายกระเป๋ากันแล้วล่ะ

แหล่งที่มา : money.kapook.com