จับตาเทรนด์อสังหาฯน่าสนใจในปี 2017

มกราคม 21, 2017 6:15 am โดย admin
0
27

ปี 2016 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นอีกปีที่วงการอสังหาฯในประเทศไทย ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวอะไรที่หวือหวา ออกมาสู่ตลาด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สี่ จากที่ในทุกๆปีมักจะเป็นช่วงที่หลายๆดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำ แข่งกันส่งโครงการใหม่ๆออกสู่ตลาดเพื่อเก็บเกี่ยวยอดขายในช่วงสิ้นปี แต่หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 13 ตุลาคม  2559  ดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกรายตัดสินใจเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป ยิ่งส่งผลให้บรรยากาศในการลงทุนซื้อขายอสังหาฯในช่วงปลายปี 2016 ค่อนข้างเงียบเหงาขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม เชื่อแน่นอนว่าสภาพบรรยากาศการลงทุน และการเปิดตัวโครงการการใหม่จะกลับมาเป็นบวกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เป็นต้นไป

 

โดยในรอบปี 2016 ที่ผ่านมา ทางแผนกวิจัย ซีบีอาร์อี ได้เปิดเผยถึงข้อมูลที่สำคัญของตลาดคอนโดมิเนียมในเซกเมนท์ไฮเอนด์ขึ้นไปว่า คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ (2 แสน – 2.99 แสนบาทต่อตารางเมตรและมีราคาต่อยูนิต 10 ล้านบาทขึ้นไป) และซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ (3 แสนบาทต่อตารางเมตรขึ้นไปและมีราคาต่อยูนิต 20 ล้านบาทขึ้นไป) ที่มีการเปิดตัวในกรุงเทพฯ ในปี 2016 มีจำนวนลดลงราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2015 โดยมีการเปิดตัวทั้งสิ้น 725 ยูนิต หรือคิดเป็น 11% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดของโครงการที่เปิดตัวในปีนี้ และลดลง 4% ต่อปี ซึ่งไม่ต่างกับตลาดที่พักอาศัยแนวราบที่มีการเปิดตัวโครงการบ้านระดับลักซ์ชัวรี่ในย่านใจกลางเมืองแห่งใหม่เพียง 45 หลังในปี 2016 จาก 136 หลังในปีก่อน  โดยมีราคาเฉลี่ยต่อหลังเพิ่มขึ้น 5.1% มาอยู่ที่ราว 55 ล้านบาท

นอกจากนี้ แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี ยังมอง Trend ในปี 2017 ว่าอัตราการเติบโตของตลาดจะลดลง เนื่องจากราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้ลูกค้าซื้อได้ยากขึ้น และทำให้จำนวนผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าลดลงตามไปด้วย   ราคาขายที่สูงขึ้นอย่างมากของโครงการใหม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้คอนโดมิเนียมมือสองในโครงการที่แล้วเสร็จได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อมองเห็นถึงช่องว่างด้านราคาระหว่างโครงการใหม่และโครงการที่แล้วเสร็จที่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบางกรณีมีราคาแตกต่างกันถึง 4 เท่า ทั้งที่ตั้งอยู่ในย่านที่ใกล้เคียงกัน แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อจะให้ความสนใจเฉพาะโครงการที่แล้วเสร็จที่ได้รับการบริหารจัดการโดยมืออาชีพและได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเท่านั้น

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นเครื่องชี้วัดว่าในปี 2017 นี้ บรรดาดีเวลลอปเปอร์จะต้องเตรียมตัวต่อสู้ แย่งชิงส่วนตลาด ที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยปัจจัยที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าโครงการไหนจะดึงดูดความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากกว่ากัน บางทีอาจจะไม่ได้อยู่ที่ทำเล และราคา เพียงแค่สองปัจจัย ดังที่ตำราอสังหาฯแทบจะทุกเล่มได้เคยว่าไว้…ในทางกลับกัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปแผนก R&D ของดีเวลลอปเปอร์ ทุกรายจะต้องทำงานหนักมากขึ้น ในการที่จะค้นหาว่าอะไรคือความต้องการที่แท้จริง โดยที่อาจจะเป็น Unmet need ที่ยังไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ของกลุ่มผู้ซื้อ-ขายอสังหาฯที่ยังคง active อยู่ในตลาดตอนนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าการที่จะมุ่งไปทำการตลาด ประโคมสื่อไปในหมู่กลุ่มคนเป้าหมายที่ไม่ได้มีการซื้อขาย ไม่ได้มี active ใดๆในตลาด

 

แต่ก่อนที่จะไปล้วงลึกถึง Consumer Insight สำหรับลูกค้าแต่ละราย ซึ่งต้องใช้เวลาในการค้นหาพอสมควร สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดพอจะทำได้รวดเร็วไปกว่าน้นก็คือ การสังเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปี เพื่อการคาดเดาเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และนำมาปรับใช้กับโครงการ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยเสริมจุดขายให้กับโครงการด้วยเช่นกัน…ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเทรนด์ที่น่าสนใจในปี 2017 มาฝากคุณผู้อ่านกัน

 

1. Branded Residences จะมีเพิ่มขึ้นมากในตลาด

 

ในอดีตที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสเห็นโครงการที่เป็น Branded Residences ในกลุ่มตลาด Super Luxury เท่านั้น ซึ่งไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า นี่คือการสร้าง Value Creation ให้กับโครงการอย่างแท้จริง โดยเฉพาะหากโครงการนั้นๆจับกลุ่มเป้าหมายที่ตลาดต่างชาติ เนื่องจาก Branded Residences มีจุดเด่นของความเป็นสากลทั่วโลก สามารถสร้าง Worldwide Awareness ได้โดยที่ไม่ต้องสร้างเรื่องราว ซึ่งเท่าที่สังเกตุดู ตลาด Branded Residences ในเมืองไทยยังสามารถเติบโดดีอีกหลายเท่า เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มักจะจับมือกับ Global Brand ในส่วนของ Hospitality Industry เพื่อดึงเอาจุดแข็งในด้านงานบริการมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Four Seasons, Mandarin Oriental, The Edition หรือ The Ascott แต่ในความเป็นจริงยังมี Brand จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างจุดแข็งที่แตกต่างให้กับโครงการได้เช่นกัน โดยเฉพาะบรรดา Fashion & Design Industry ซึ่งเราได้มีโอกาสเห็นการจับมือกันเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในโครงการ KHUN by YOO Inspired by Starck

 

ในต่างประเทศการจับมือกับในส่วนของวงการ Fashion & Design เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างโครงการที่พักอาศัยนั้นมีอยู่มากมาย เลยทีเดียว ยิ่งในประเทศที่วงการอสังหาฯก้าวสู่จุดสูงสุด ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพียงพอในการจับจ่าย เราก็จะยิ่งเห็นโครงการระดับ Worldwide Magnet มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

 

โครงการ The Armani/Casa’s L’Art Residence ใน Chengdu

หนึ่งเดียวเท่านั้นที่วางแผนจะแล้วเสร็จภายใน 2016 คือที่อยู่อาศัยแบบ complex แห่งแรกของ Giorgio Armani’s ในประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่ Chengdu เป็นการร่วมก่อสร้างผ่านบริษัทพันธมิตรด้านพัฒนาอสังหาฯสัญชาติจีน Mind Group อพาร์ทเม้นท์จำนวน 65 ยูนิต หรือ L’Art Residence แห่งนี้ได้ดึงเอาความเก๋ไก๋แบบร่วมสมัยซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์ออกมา เริ่มเปิดขายตั้งแต่ปี 2014 ด้วยราคาสูงที่สุดเกือบแตะ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมาพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ที่สั่งทำพิเศษยี่ห้อ Armani นี่เอง

 

โครงการ Versace Residences Chengdu

เมื่อราวปี 2015 Versace ได้ประกาศออกมาแล้วว่า ได้ร่วมทีมกับบริษัทในประเทศจีน Mind Group เพื่อทำการเปิดตัวบ้านระดับ high-end ในเมืองหลวงที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ Sichuan Province ให้เป็นที่อยู่อาศัยระดับหรูแห่งแรกของบริษัทเสื้อผ้าแฟชั่นอิตาลีในประเทศจีน ตามหลังจากโครงการพัฒนาใน Manila และ Beirut การออกแบบประกอบด้วยการผสมผสานระหว่างส่วนประกอบที่มีเอกลักษณ์ของ Versace Home และ แรงบันดาลใจพื้นบ้านของ Sinchuan

 

เครดิตภาพ: http://www.mffashion.com/it/archivio/2015/03/13/versace-griffa-una-torre-residenziale-a-chengdu

 

The Bulgari Hotel Shanghai

ในเซี่ยงไฮ้ ห้องสวีทหรูหราสไตล์อิตาเลี่ยนจะมายึดครองพื้นที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าสูง 40 ชั้นใน Jing’an District (ชื่อเดิม Zhabei) นักสถาปนิกได้ให้สัญญาว่าจะสรรสร้างแบบดีไซน์จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและฉากศิลปะที่เจริญรุ่งเรือง

 

เครดิตภาพ: https://jingdaily.com/luxury-fashion-and-jewelry-brands-dive-into-chinas-hospitality-and-real-estate-sectors/

 

L’Appartement Louis Vuitton

 

ในขณะที่แบรนด์ Luxury Product หลายๆแบรนด์เลือกที่จะจับมือกันสร้างโครงการแบบถาวร แบรนด์ตัวแม่อย่าง Louis Vuitton กลับเลือกที่จะทำในสิ่งที่แตกต่าง โดยจับมือกับโครงการคอนโดเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆในการเปิดแสดงห้องตัวอย่างที่ตกแต่งทุกอณูด้วยจิตวิญญาณของแบรนด์ Louis Vuitton ซึ่งดูแล้วก็น่าจะได้ win – win กันทั้งทางฝั่งดีเวลลอปเปอร์และ Louis Vuitton เพราะก็เป็นอีกหนึ่ง Gimmick ในการเรียกสาวกชองแบรนด์ Louis Vuitton ให้เข้ามาชมคอนโดที่บางทีตัวเองก็ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน

เป็นครั้งแรกในประเทศสิงคโปร์ ที่ย่านใจกลางเมือง แขกผู้เข้าพักที่ได้รับเลือกจะได้รับเชิญไปยังพื้นที่ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ซึ่งพวกเขาสามารถสัมผัสกับความสมบูรณ์แบบ พร้อมการดูแลจัดการอย่างเหนือชั้นของ Louis Vuitton เป็นการเดินทางที่ไม่เหมือนใคร ที่คุณจะได้ร่วมสัมผัสงานช่างฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรมและประเพณี

โดยอพาร์ตเมนต์นี้ตั้งอยู่บนชั้นที่ 47 ของ The Orchard Residences กินพื้นที่กว้างกว่า 2,852 ตารางฟุต อพาร์ตเมนต์ได้รับการออกแบบโดย Kian Liew ซึ่งโปรยกลิ่นอายของเอเชียผสมผสานกับยุคร่วมสมัย อันที่จริง คุณลักษณะที่น่าทึ่งนี้ถูกขยายด้วยกลิ่นอายที่มามาบรรจบกันของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก เช่นการตกแต่งด้วยแผงฉลุไม้มะเกลือ นำมาซึ่งอารมณ์การตกแต่งในสมัยของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง และม่าน(ฉาก) รวมทั้งลวดลายเรขาคณิตที่แตกต่าง ผนังมุกสีรุ้งและกระจกเงาที่เน้นความงามของลวดลายจีน ขณะที่ Trunk จาก Louis Vuitton ให้ผู้เข้าอาศัยได้สัมผัสกับงานศิลปะร่วมสมัย

เครดิตภาพ: http://www.luxury-insider.com/home-comfort/l-appartement-louis-vuitton-singapore

 

2. ปลดล้อคปัญหาที่ดินราคาแพงด้วยคอนโด Leasehold

 

ในเมืองไทยนั้น ผู้บริโภค 100 ทั้ง 100 มองว่า การซื้อกรรมสิทธิเช่าที่ดินในระยะยาวตาม เวลาที่กำหนดนั้น (leasehold) มักจะมีเฉพาะที่ๆเป็นของหน่วยงานราชการ หรือไม่ก็สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่สำหรับในต่างประเทศแล้ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิงค์โปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร ฯลฯ การซื้อแบบ leasehold นี้มีอย่างแพร่หลายครับ landlord เองก็สามารถที่จะทำกำไรได้ในระยะยาวกว่า มีสิทธิ์ในการเรียกที่ดินคืนเมื่อหมดสัญญา และนำมาพัฒนาต่อในอีก 99 ปีให้หลังได้ (ในเมืองไทยเริ่มที่ 30 ปีและพิจารณาต่อได้เป็น case by case) วิธีนี้ landlord ก้ไม่ต้องกลัวว่า landbank ในมือจะหายไปไหน ขณะเดียวกันผู้ซื้อเองก็จะ ได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่าการซื้อแบบ freehold แถม developer ก็ยังได้เก็บค่าดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อได้อีกด้วย…หมดกังวลในเรื่องของการเก็งกำไรระยะสั้น การขายต่อในราคาที่ไม่สมเหตุสมผลในตลาด จะถูกแทนที่ด้วย real demand ที่ต้องการเช่าอยู่

 

ไม่แน่นะครับในอนาคตอาจจะมีคอนโดหลายแห่งโดดมาเล่นในตลาด leasehold ก้ได้ ยิ่งเห็นความสำเร็จจากยอดขายที่ไม่ธรรมดาจนต้องเอาห้องที่เหลือไม่กี่ห้องมาจับสลากกัน ของโครงการระดับ economy แต่ดันได้ทำเลดีๆอย่าง ลุมพินี เพลส พระราม 4 – รัชดา ใกล้รถไฟฟ้า MRT ศูนย์ฯ สิริกิติ์ แค่ไม่กี่เมตรแต่ขายในราคา เริ่มแค่ 1.25 ล้านบาท (ตรม.ละห้าหมื่นกว่าๆ) และก็ดันปล่อยเช่ากันห้องละ 15,000 บาทอีก แบบนี้คนซื้อลงทุนก็ยิ้มกันถ้วนหน้าถึงแม้จะเป็น leasehold ก็เถอะ (ถ้าปล่อยได้ราคานี้จริงๆนะ)

อีกประการนึงที่สำคัญสำหรับการเติบโตของคอนโด Leasehold ในอนาคตก็คือ มีแนวโน้มว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ๆเลือกที่จะไม่มีลูกกันมากขึ้น กลุ่มเป้าหมายอย่าง DINK (Double income, No Kid) กลายมาเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญพอๆกับกลุ่ม elderly เพราะคนกลุ่มนี้มองกว่าซื้อแบบ leasehold ก็ได้ ยังไงซะคงจะได้ต่อสัญญาไปอีกจนเราตายก่อน ไม่จำเป็นต้องยกมรดกของห้องเราให้ใคร ปัจจัยอย่างเดียวที่จะช่วยให้ตลาด leasehold เฟื่องฟูขึ้นก็คงจะเป็นกฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารนั่นเองครับ

 

โครงการ Sindhorn Residence ภาพจาก http://www.langsuanvillage.com/th/residences

3. โครงการ Mixed Used จะรุ่งเพราะทุกคนต้องการ Recurring Income

 

ธุรกิจอสังหาฯนับว่าเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนเยอะครับ เราไม่มีวันแน่ใจได้เลยว่า ถึงโครงการเราจะขายหมด แล้วในที่สุดแล้วห้องทุกห้องจะโอนได้หมด การรับรู้รายได้ของอสังหาริมทรัพย์นั้นถ้าเป็นคอนโดก็เกินหลักสองปีขึ้น แล้วถ้าบริษัทฯไหนเน้นแค่ทำคอนโดอย่างเดียว มันก็ไม่ต้องมีรายได้พอดีสิครับ? บริษัทเล็กๆหลายรายประสบปัญหาพัฒนาโครงการเดียวแล้วเลิก ก็จะส่งผลตามมาถึงพนักงานที่ต้องตกงาน บริษัทใหญ่ๆอย่าง Land & House ก็มีธุรกิจที่ช่วยประกันรายได้ กระจายความเสี่ยงอย่าง Homepro หรือ LH Bank แล้วการมีธุรกิจที่มี well known brand สำเร็จรูป อยู่ในมือ แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากมายอย่างธุรกิจ retail store จะช่วยสร้างรายได้ให้กับดีเวลอปเปอร์ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแน่นอนครับ

 

โครงการ Mixed Used ประเภทที่ว่าทำทั้งคอนโด ออฟฟิศ โรงแรม และห้างสรรพสินค้าในที่เดียวกันครับ จะช่วยสร้าง efficiency มากที่สุด ในกรณีที่ราคาต้นทุนที่ดินแพง หรือเป็นที่ดินแบบ Leasehold ช่วยกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ นอกจากนี้โครงการประเภท mix used นั้นมักจะขายรีเซลได้ดีครับ เพราะ traffic ของลุกค้ามันมีต่อเนื่อง ไม่นิ่งเหมือนกับ คอนโดทั่วไปหลังโอน แถมยังสามารถเก็บค่าเช่าแบบกิน GP ได้จากพื้นที่ retail และ commercial office space ที่มีแนวโน้มปรับราคาขึ้น และมี supply ที่น้อยมากๆแล้วในปัจจุบัน จับตาดูให้ดีว่ารูปแบบการทำ Mixed Use ของอนันดาฯ และเสนาฯที่จับมือกับกลุ่มฮันคิว จะทำออกมาได้ดีแค่ไหน หลังจากที่ Pace Development สร้างชื่อเสียง และรายได้เป็นกอบเป็นกำมาแล้ว กับ Dean & Deluca และโครงการ Mahanakhon ครับ

4. บ้านที่อยู่แล้วสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้พักอาศัย

 

การสร้างโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลาง ในแบบที่ยึดติดกับความเป็น Traditional Style พวกสระว่ายน้ำมาตรฐาน ฟิตเนส ซาวน่า หรือพวกออนเซ็น อะไรพวกนี้จะเริ่ม Out เพราะนี้คือสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยไม่ค่อยได้รับประโยชน์ในเชิง Functional ที่มีความแตกต่างจากเจ้าอื่นๆสักเท่าไหร่นัก และที่สำคัญคือส่วนใหญ่แล้วยังสร้างมาได้ไม่ตอบโจทย์เทรนด์ในอนาคต

 

ทุกวันนี้ ดีเวลลอปเปอร์ หันมามุ่งเป้าหมายเกี่ยวกับสุขภาพ ความสะดวกสบายส่วนบุคคล และพยายามเติมสิ่งที่สร้างเสริมสิ่งเหล่านั้นไว้ในที่อยู่อาศัย ในปีต่อๆไปเราคงได้เห็นฟังก์ชั่นเพื่อสุขภาพภายในห้องพัก และพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบกรองน้ำและเครื่องกรองอากาศ ระบบทำความร้อนแบบใช้พลังงานหมุนเวียน ระบบรักษาระดับความชื้น ฆ่าเชื้อราในห้องน้ำ ห้องทรีตเม้นท์ ฝักบัวอาบน้ำผสมวิตามินซี และ Circadian Lightings System* (ระบบแสงที่เลียนแบบวงจรของดวงอาทิตย์เพื่อช่วยดูแลระดับเมลาโทนินในร่างกายและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง)

 

รวมไปถึงสระว่ายน้ำแบบวารีบำบัด หลาย Station และ Chromotherapy Healing ที่กำลังจะมีให้เห็นในสระว่ายน้ำของโครงการอย่าง Vittorio

5. การนำเสนอขายโครงการในแบบเสมือนจริง (VR)

 

ปฎิเสธไม่ได้ว่าค่าใช้จ่ายในการโฆษณา และส่งเสริมการขายเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการขายโครงการ ในการพัฒนาโครงการขึ้นมาสักโครงการนึง ดีเวลลอปเปอร์ต้องลงทุนสร้างห้องตัวอย่างขึ้นมาบนสถานที่จริง พอสร้างมาเก็บยอดขายได้สักพักก็ต้องทุบทิ้ง เสียเงินค่าก่อสร้างไปฟรีๆ ยิ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้ระยะเวลาที่นานในการก่อสร้าง ก็ยิ่งทำให้ดีเวลลอปเปอร์เสียโอกาสในการขาย เพราะนิสัยคนซื้อส่วนใหญ่ขอบเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงแม้จะเป็นห้องตัวอย่างก็เถอะ เรียกได้ว่าถ้ามีแค่กระดาษมาให้ดู ก็รอไปก่อนแล้วกันเดี๋ยวค่อยตัดสินใจซื้อ ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นการจัดงานขายที่ห้างฯ การสร้างห้องตัวอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รู้ทั้งรู้ว่ายาก แต่ก็ต้องทำเพราะเดี๋ยวจะขายยากกว่าเดิม เพราะลูกค้าจะยิงเหตุผลเดิมๆมาว่าไว้แวะไปดูที่โครงการก่อน ผลลัพธ์ก็คือหลายๆเจ้าเสียเงินค่า Lead ไปฟรีๆเพราะปิดการขายไม่ได้ บางรายเซลล์ต้องเสียเวลาพาไปทัวร์ที่โครงการหลายรอบกว่าจะปิดการขายได้ เป็นที่สิ้นเปลืองทรัพยากรไปไม่น้อย

ด้วยการที่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีต่างๆมันก้าวล้ำมากขึ้น ก็เลยมีนวัตกรรมอะไรหลายๆอย่าง ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การขายของในงานอีเว้นท์ หรือการขายโครงการที่ไม่มีห้องตัวอย่าง โดยที่ไม่ต้องเข้าไปชมห้องจริงให้เสียเวลาครับ นั่นคือเทคโนโลยี VR หรือภาพเสมือนจริงนั่นเอง ยิ่งตอนนี้แว่น VR มีอยู่หลากหลายยี่ห้อ บางทีซื้อมือถือเค้าก็แถมมาให้แล้ว และมีคลิป 360 องศามากมายให้เราดูใน Youtube และ Facebook จึงทำให้อุปกรณ์ VR Gear กลายเป็นของสามัญประจำบ้านสำหรับเหล่า IT Geek กันทุกคนเลยแหละครับ

ในต่างประเทศนั้น วิธีการขายโครงการอสังหาฯจะค่อนข้างแตกต่างจากบ้านเรา โดยเค้าไม่ต้องมานั่งสร้างห้องตัวอย่างที่สถานที่จริง แต่เป็นการไปสร้างเป็น showcase exhibition บริเวณย่านใจกลางเมือง ซึ่งก็จะมีหลายๆดีเวลลอปเปอร์มาสร้างรวมกันในที่นี้ ชนิดที่ว่าลูกค้า Happy สุดๆเพราะเดินทางมาที่เดียวแต่มีของให้เลือกหลากหลาย เหมือนกับงาน Condo Expo บ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่เป็นพื้นที่ตั้งแบบกึ่งถาวร ไม่ใช่จัดงานแค่สี่วันแล้วก็จบไป ซึ่งการที่เทคโนโลยี VR, 3D Mapping และ AR ในตอนนี้มันพัฒนาและขยายตัวไปในวงกว้างมากขึ้น ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตรูปแบบการขายโครงการอาจจะเป็นเพียงแค่ Shop สี่เหลี่ยมขนาด 200 ตรม. ในห้างเพียงแค่ห้างเดียว แต่สามารถจัดแสดงโครงการอะไรก็ได้เป็น 100 เป็น 1,000 โครงการ จบครบในที่เดียวได้ โดยที่ไม่ต้องไปทำห้องตัวอย่างให้เสียเวลา สิ้นเปลืองงบประมาณซะเปล่าๆ ใครจะไปรู้…




แสดงความคิดเห็น